Aree Apiluck จากโรงงานไม้กว่า 45 ปี สู่ areewood One-Stop Solution เดินหน้าสร้างธุรกิจไม้ครบวงจร ตอบโจทย์งานสถาปัตยกรรมและการอยู่อาศัยยุคใหม่

 Aree Apiluck จากโรงงานไม้กว่า 45 ปี สู่ areewood One-Stop Solution เดินหน้าสร้างธุรกิจไม้ครบวงจร ตอบโจทย์งานสถาปัตยกรรมและการอยู่อาศัยยุคใหม่

Aree Apiluck จากโรงงานไม้กว่า 45 ปี สู่ areewood One-Stop Solution เดินหน้าสร้างธุรกิจไม้ครบวงจร ตอบโจทย์งานสถาปัตยกรรมและการอยู่อาศัยยุคใหม่

บริษัท อารีย์อภิรักษ์ จำกัด หรือ Aree Apiluck คือหนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่เติบโตมากับอุตสาหกรรมไม้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นจากความเชี่ยวชาญในการผลิตและแปรรูปไม้ ก่อนพัฒนาสู่แบรนด์ areewood ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับบ้าน งานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน ตลอดจนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลากหลายรูปแบบ

ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ธุรกิจได้เดินทางจากการเป็นผู้ผลิตไม้ สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ไม้แบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การแปรรูป การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการออกแบบ สำรวจหน้างาน ติดตั้ง และบริการหลังการขาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “ไม้” ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้างหรือตกแต่ง แต่เป็นวัสดุที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่และการอยู่อาศัยได้ในระยะยาว

จากความหลงใหลในไม้ สู่จุดเริ่มต้นของ Aree Apiluck

เรื่องราวของ Aree Apiluck เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2523 เมื่อ คุณอารีย์ ภู่สมบุญ ผู้ก่อตั้ง วางรากฐานธุรกิจจากความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในวัสดุไม้ โดยบริษัท อารีย์อภิรักษ์ จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไม้ซุง ไม้แปรรูป ไม้อัด ไม้วีเนียร์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว บริษัทค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไม้ ทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และความต้องการของลูกค้า จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายไม้ แต่เป็นความเข้าใจตั้งแต่ “ไม้เริ่มต้นจากที่ไหน” ไปจนถึง “ไม้จะถูกนำไปใช้สร้างอะไร”

แนวคิดสำคัญที่ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบันคือ การมองไม้แต่ละชิ้นมากกว่าวัตถุดิบ แต่เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติ มีเอกลักษณ์ และสามารถสร้างมูลค่าได้แตกต่างกันไปตามการออกแบบและกระบวนการผลิต

เว็บไซต์ของบริษัทระบุถึงแนวคิดว่า “ไม้แต่ละชิ้น มีชีวิต มีเรื่องราว” ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจในไม้แต่ละชนิด รวมถึงการควบคุมรายละเอียดตั้งแต่ไม้ซุงเข้าสู่โรงงาน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

กว่า 45 ปีของการทำธุรกิจจึงไม่ได้หมายถึงเพียงระยะเวลาที่อยู่ในตลาด แต่ยังหมายถึงการสะสมประสบการณ์ด้านไม้ที่ถูกนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการในปัจจุบัน

จากผู้ผลิตไม้ สู่การสร้างแบรนด์ areewood

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคและตลาดอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนแปลง ความต้องการของตลาดไม้ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การซื้อไม้แปรรูปอีกต่อไป ลูกค้าจำนวนมากต้องการวัสดุที่พร้อมใช้งาน ต้องการคำแนะนำเรื่องชนิดไม้ การออกแบบ ขนาด สี การติดตั้ง รวมถึงบริการหลังการขาย

Aree Apiluck จึงพัฒนาธุรกิจต่อยอดภายใต้แบรนด์ areewood โดยวางตำแหน่งให้เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไม้ที่สามารถตอบโจทย์งานได้ตั้งแต่ส่วนประกอบหลักของบ้าน ไปจนถึงรายละเอียดงานตกแต่ง

ปัจจุบัน areewood นำเสนอผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ พื้นไม้จริง พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ ประตูไม้ บันไดไม้ วงกบ คิ้วบัว ผนังและเพดาน งานไม้ภายนอก และผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับงานสถาปัตยกรรม พร้อมบริการสำรวจหน้างาน ให้คำปรึกษา ติดตั้ง และบริการหลังการขาย

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนารูปแบบธุรกิจที่บริษัทเรียกว่า aree wood One-Stop Solution ซึ่งไม่ได้มองการขายสินค้าแต่ละประเภทแยกออกจากกัน แต่พยายามเชื่อมผลิตภัณฑ์ไม้และบริการเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การเลือกวัสดุจนถึงการติดตั้งจริง

พื้นไม้และประตูไม้ สองกลุ่มสินค้าหลักที่สะท้อนความเชี่ยวชาญของ areewood

หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของ areewood คือ พื้นไม้ ซึ่งมีทั้งพื้นไม้จริงหรือ Solid Hardwood Flooring และพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ หรือ Engineered Flooring

สำหรับพื้นไม้จริง บริษัทนำเสนอไม้หลายประเภท เช่น Golden Teak, Thai Teak และ Oak โดยมีตัวเลือกด้านขนาดและพื้นผิวที่หลากหลายตามลักษณะการใช้งาน ขณะที่พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น โดยโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ช่วยลดการหดและขยายตัวของไม้เมื่อเทียบกับการใช้ไม้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับข้อจำกัดดังกล่าว

นอกจากพื้นไม้แล้ว ประตูไม้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาของบริษัทจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การสร้างผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปสำหรับงานสถาปัตยกรรม

ปัจจุบัน areewood มีประตูไม้เอ็นจิเนียร์พร้อมวงกบและซัพวงกบครบชุด โดยมีตัวเลือกวัสดุอย่างไม้โอ๊คและไม้สัก รวมถึงสามารถสั่งผลิตตามความต้องการของโครงการได้

การพัฒนาสินค้ากลุ่มนี้ทำให้บริษัทสามารถเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดของงานสถาปัตยกรรม และช่วยให้ลูกค้าสามารถประสานงานผลิตภัณฑ์ไม้หลายส่วนผ่านผู้ผลิตรายเดียว

เมื่อ “ทุกอย่างที่เป็นไม้” สามารถต่อยอดเป็นโซลูชันได้

จุดแข็งอีกด้านหนึ่งของ Aree Apiluck คือการมีความสามารถด้านการผลิตและแปรรูปไม้ ทำให้ธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าสำเร็จรูปไม่กี่ประเภท

จากพื้นไม้และประตู บริษัทสามารถต่อยอดไปยังงานบันได งานผนังและเพดาน งานระเบียงภายนอก งานไม้ตกแต่ง รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน

เว็บไซต์ของ areewood ระบุผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม เช่น Engineered Staircase, Compound Staircase, Outdoor Decking, Wall & Ceiling และ Engineered Door รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับงานไม้ภายในและภายนอก

แนวทางนี้สะท้อนโมเดลธุรกิจที่สำคัญของบริษัท นั่นคือการเปลี่ยนจากคำถามว่า “บริษัทขายสินค้าอะไร” ไปสู่คำถามว่า “บริษัทสามารถแก้ปัญหาอะไรให้กับงานไม้ได้บ้าง”

เมื่อมีความเชี่ยวชาญตั้งแต่ไม้ดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการทำผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ความสามารถในการรับงานจึงสามารถขยายไปตามความต้องการของสถาปนิก นักออกแบบ ผู้รับเหมา เจ้าของบ้าน และผู้พัฒนาโครงการ

โรงงานและการควบคุมคุณภาพ คือหัวใจของธุรกิจ

สำหรับธุรกิจไม้ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อสินค้าถูกนำไปติดตั้ง แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบและกระบวนการเตรียมไม้

Aree Apiluck ให้ความสำคัญกับการควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่การคัดเลือกไม้ การแปรรูป การอบไม้ การควบคุมความชื้น การขึ้นรูป และการตรวจสอบคุณภาพ ก่อนส่งต่อไปยังลูกค้า

บริษัทระบุว่ามีการคัดสรรไม้จากแหล่งป่าที่ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน และควบคุมกระบวนการผลิตภายใต้มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตของบริษัทมีการอ้างอิงมาตรฐาน ISO 9001, JAS หรือ Japanese Agricultural Standards และ CARB ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์จากผลิตภัณฑ์ไม้และวัสดุที่เกี่ยวข้อง

สำหรับพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ของ areewood บริษัทระบุว่ามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการใช้กาวฟีนอลิกเกรดกันน้ำและมาตรฐาน Super E0 ในผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม

การให้ความสำคัญกับมาตรฐานจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานร่วมกับตลาดที่มีข้อกำหนดด้านวัสดุและคุณภาพแตกต่างกันได้

จากสินค้า สู่บริการแบบครบวงจร

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ Aree Apiluck คือการเพิ่มบทบาทจาก “ผู้ผลิตและจำหน่าย” ไปสู่ “ผู้ให้บริการด้านงานไม้”

เพราะในมุมของเจ้าของบ้านหรือโครงการ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จบแค่การเลือกสินค้า แต่ยังรวมถึงการวัดพื้นที่ การเลือกสเปก การจับคู่ผลิตภัณฑ์ การเตรียมหน้างาน การติดตั้ง และการดูแลหลังการใช้งาน

areewood จึงพัฒนาแนวทาง One-Stop Solution ตั้งแต่การให้คำปรึกษา สำรวจหน้างาน เลือกผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการติดตั้งและบริการหลังการขาย

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ผลิตภัณฑ์หลายประเภทสามารถทำงานร่วมกันในโครงการเดียว เช่น พื้นไม้ บันได ประตู และบัว หรือการนำวัสดุไม้ไปใช้ต่อเนื่องตั้งแต่พื้นที่ภายในไปยังพื้นที่ภายนอก

ในมุมของโครงการสถาปัตยกรรม การมีผู้ผลิตที่สามารถดูแลงานไม้ได้หลายส่วนจึงช่วยลดความซับซ้อนในการประสานงาน และทำให้การเลือกวัสดุสามารถพิจารณาความต่อเนื่องของดีไซน์ได้มากขึ้น

ขยายจากบ้าน สู่ตลาดสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ areewood ถูกนำไปใช้ในหลากหลายประเภทโครงการ ตั้งแต่บ้านพักอาศัย ไปจนถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์และงานสถาปัตยกรรม

ข้อมูลบนเว็บไซต์บริษัทแสดงตัวอย่างโครงการที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น พื้นไม้สัก พื้น Oak Engineered และงานบันไดไม้ในโครงการต่าง ๆ ขณะที่รายชื่อลูกค้าที่แสดงบนเว็บไซต์มีทั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างและออกแบบหลายราย

นอกจากนี้ Aree Apiluck ยังมีประสบการณ์ในการผลิตสำหรับตลาดต่างประเทศ โดยเว็บไซต์บริษัทระบุว่ามีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้จริงไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ประสบการณ์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศจึงกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องดีไซน์ คุณภาพ การใช้งาน และมาตรฐาน

Business Direction: จากโรงงานไม้ สู่ Wood Solution Company

สำหรับทิศทางในอนาคต Aree Apiluck มีโอกาสในการต่อยอดจากความแข็งแรงด้านการผลิตไปสู่การเป็น Wood Solution Company ที่ไม่ได้แข่งขันด้วยจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยความสามารถในการแก้โจทย์งานไม้แบบครบวงจร

หนึ่งในทิศทางสำคัญคือการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพื้นและประตูไปยังองค์ประกอบอื่น ๆ ของบ้านและอาคารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบันได ผนัง เพดาน งานภายนอก งานระแนง และงานสั่งผลิตเฉพาะโครงการ

เป้าหมายคือการทำให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นจากโจทย์เดียว เช่น “ต้องการออกแบบบ้านด้วยไม้” และสามารถเข้ามาปรึกษากับ areewood เพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

อีกด้านหนึ่งคือการเพิ่มความสามารถในการผลิตแบบ Made-to-Order และ Customization ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดบ้านระดับกลางถึงบน รวมถึงตลาดสถาปนิกและนักออกแบบ เพราะแต่ละโครงการมีรายละเอียดแตกต่างกัน ทั้งขนาด สี ชนิดไม้ ลวดลาย รูปแบบการติดตั้ง และข้อจำกัดของพื้นที่

เมื่อมีฐานการผลิตและองค์ความรู้ด้านไม้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะโครงการจึงเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้

Sustainability จะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตระยะยาว

อีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมไม้ในอนาคตคือเรื่องของความยั่งยืน

การใช้ไม้ในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงความสวยงามหรือความแข็งแรง แต่ยังรวมถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต อายุการใช้งาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

Aree Apiluck ระบุถึงการคัดเลือกไม้จากแหล่งป่าที่ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน รวมถึงแนวคิดในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าด้วยวัตถุดิบที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตที่ใส่ใจคุณภาพ

ในระยะต่อไป ประเด็นนี้สามารถพัฒนาไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจที่มาของวัสดุ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานการผลิตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในตลาดสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่เรื่อง Material Selection มีบทบาทมากขึ้น การมีข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุและกระบวนการผลิตที่ชัดเจนจึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น

เทคโนโลยีและองค์ความรู้ จะเข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจไม้

แม้ไม้จะเป็นวัสดุธรรมชาติ แต่การแข่งขันของธุรกิจไม้ในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการผลิต

ตั้งแต่การควบคุมความชื้น การอบไม้ การขึ้นรูป การเคลือบผิว ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เทคโนโลยีสามารถช่วยให้ผลิตภัณฑ์ไม้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น ขณะเดียวกันความเข้าใจธรรมชาติของไม้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ผลิต

นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ Aree Apiluck สามารถนำประสบการณ์กว่า 45 ปีมาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ไม้สูญเสียความเป็นธรรมชาติ แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้คุณสมบัติของไม้สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสร้างแบรนด์จาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้เชี่ยวชาญ”

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ Aree Apiluck ในอนาคตคือการสร้างการรับรู้แบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น

จากเดิมที่ธุรกิจโรงงานอาจถูกมองว่าเป็นผู้ผลิตอยู่เบื้องหลัง ปัจจุบัน areewood กำลังพัฒนาแบรนด์ให้เข้าใกล้ผู้บริโภค สถาปนิก นักออกแบบ และเจ้าของโครงการมากขึ้น

การสื่อสารเรื่องไม้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การบอกว่าสินค้าชนิดใดมีคุณสมบัติอะไร แต่รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกไม้ การออกแบบ การดูแลรักษา ความแตกต่างระหว่างไม้แต่ละประเภท รวมถึงการอธิบายมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์

เมื่อผู้บริโภคมีความเข้าใจเรื่องวัสดุมากขึ้น บทบาทของแบรนด์จึงเปลี่ยนจากผู้ขายสินค้าเป็นผู้ให้คำปรึกษา และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว

เป้าหมายต่อไป คือการทำให้ “นึกถึงไม้ นึกถึง aree”

จากบริษัทที่เริ่มต้นธุรกิจในปี พ.ศ. 2523 วันนี้ Aree Apiluck เดินทางมาถึงมากกว่า 45 ปีของการทำงานกับไม้ และมี areewood เป็นแบรนด์ที่สะท้อนความเชี่ยวชาญดังกล่าว

ธุรกิจในวันนี้ครอบคลุมตั้งแต่พื้นไม้จริง พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ ประตูไม้ บันได ไปจนถึงงานผนัง เพดาน งานภายนอก และผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับงานสถาปัตยกรรม โดยมีบริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา สำรวจหน้างาน ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย

สิ่งที่บริษัทกำลังสร้างจึงไม่ใช่เพียง “แบรนด์ขายพื้นไม้” หรือ “โรงงานผลิตประตูไม้” แต่เป็นระบบธุรกิจที่นำความเชี่ยวชาญด้านไม้มาเชื่อมต่อกับความต้องการของตลาด ตั้งแต่บ้านหนึ่งหลัง ไปจนถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์และงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่

ในอนาคต Aree Apiluck มีแนวทางในการต่อยอดศักยภาพด้านการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มความสามารถด้านงานสั่งผลิต ขยาย One-Stop Solution และสร้างมาตรฐานการทำงานที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

เพราะสำหรับธุรกิจที่อยู่กับไม้มาเป็นเวลานาน การเติบโตอาจไม่ได้หมายถึงการผลิตสินค้าให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ไม้หนึ่งชิ้นสามารถสร้างคุณค่าได้มากขึ้น ตั้งแต่วันที่ถูกเลือกจากแหล่งวัตถุดิบ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน อาคาร หรือพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน

และนี่คือทิศทางของ Aree Apiluck และ areewood ในการเดินหน้าจาก “ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้” สู่การเป็น One-Stop Wood Solution ที่ต้องการให้ทุกเรื่องของไม้สามารถเริ่มต้นและจบลงได้ในที่เดียว

เพราะเมื่อพูดถึงไม้ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าไม้ชนิดไหนสวยที่สุด แต่คือใครที่เข้าใจไม้ได้ลึกพอที่จะเปลี่ยนวัสดุธรรมชาติให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าและอยู่กับผู้คนได้อย่างยาวนาน

ทันข่าวธุรกิจ YouTube

ดูทั้งหมด

Related post