หุ้น TISCO โชว์กำไร 9 เดือน 5,302 ล้าน โต 5.7% รับรายได้ดอกเบี้ยฟื้น หนี้เสียลด
หุ้น TISCO เปิดงบ 9 เดือนปี 2569 กำไร 5,302 ล้านบาท โต 5.7% ไตรมาส 3 กำไร 1,805 ล้านบาท จับตารายได้ดอกเบี้ย หนี้เสีย และทิศทางกำไร
TISCO เปิดงบ 9 เดือนแรกปี 2569 กำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% ขณะที่ไตรมาส 3 ทำกำไร 1,805 ล้านบาท โต 4.3% รับต้นทุนเงินฝากลดและสำรองหนี้เสียปรับตัวดีขึ้น ด้านสินเชื่อรวมแตะ 2.38 แสนล้านบาท พร้อมรักษา NPL ที่ 2% และเงินกองทุนแข็งแกร่ง สะท้อนความสามารถทำกำไรท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ
Key Points
- TISCO รายงานกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 ที่ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- กำไรไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,805 ล้านบาท เติบโต 4.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เสียที่ลดลง
- รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 9 เดือนเพิ่มขึ้น 5.2% ขณะที่สินเชื่อรวมอยู่ที่ 238,493 ล้านบาท
- หนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 2.0% และมีเงินสำรองครอบคลุมหนี้เสียสูงถึง 192.5%
- ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เป็นแรงสนับสนุนรายได้สำคัญ
TISCO กำไร 9 เดือนโต 5.7% รายได้ดอกเบี้ยหนุนผลประกอบการ
กลุ่มทิสโก้ หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TISCO) เปิดเผยผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% สะท้อนความสามารถในการรักษาการเติบโตของกำไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนผลประกอบการมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 5.2% ตามต้นทุนเงินฝากที่ทยอยลดลงในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 2.7% จากการเติบโตของธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจบริหารจัดการกองทุน
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.9% ขณะที่อัตราค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย ส่งผลให้กลุ่มทิสโก้รักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ได้ที่ 16.4%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของกำไรในช่วง 9 เดือนแรกไม่ได้มาจากการขยายสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน
จับตากำไรไตรมาส 3 โต 4.3% แม้รายได้รวมอ่อนตัว
สำหรับผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 3/2569 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวปรับตัวลดลง โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรของเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเติบโต 6.2% จากต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดทุนและปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงอยู่ที่โครงสร้างการเติบโตของกำไร โดยแม้ผลประกอบการไตรมาส 3 จะขยายตัว แต่ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เสียที่ลดลง ขณะที่รายได้รวมยังเผชิญแรงกดดัน
ปัจจัยดังกล่าวทำให้การติดตามแนวโน้มรายได้จากธุรกิจหลัก และความสามารถในการควบคุมต้นทุนทางการเงินในไตรมาสถัดไป มีความสำคัญต่อการประเมินทิศทางกำไรของ TISCO
สินเชื่อ TISCO แตะ 2.38 แสนล้าน รถ EV หนุนตลาดเช่าซื้อ
ด้านการขยายสินเชื่อ ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 กลุ่มทิสโก้มียอดสินเชื่อรวม 238,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากสิ้นปี 2568 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
การขยายตัวของตลาดรถยนต์ใหม่ส่งผลให้ธนาคารทิสโก้เพิ่มส่วนแบ่งตลาดขึ้นมาอยู่ที่ 7.0% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
การเติบโตของสินเชื่อดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Bancassurance ในช่วง 9 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 6.3%
อย่างไรก็ตาม แม้สินเชื่อรวมจะกลับมาขยายตัว แต่การเติบโตที่ระดับ 1.2% จากสิ้นปีก่อนยังสะท้อนถึงแนวทางปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความเสี่ยงด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ของภาคครัวเรือน
หนี้เสียลดเหลือ 2% เงินสำรองสูง 192.5% สะท้อนฐานะการเงินแกร่ง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการประเมินหุ้นกลุ่มธนาคาร คือคุณภาพสินทรัพย์และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากหนี้เสีย
กลุ่มทิสโก้รายงานอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 2.0% ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 192.5%
ระดับเงินสำรองดังกล่าวหมายความว่า ธนาคารมีเงินสำรองรองรับหนี้เสียคิดเป็นประมาณ 1.93 เท่าของยอดหนี้เสียที่รายงาน ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน ธนาคารทิสโก้มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ประมาณ 20.1% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 11.0%
โดยแบ่งเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 18.0% และเงินกองทุนชั้นที่ 2 อยู่ที่ 2.1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนฐานเงินกองทุนที่อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการขยายธุรกิจในอนาคต
ธุรกิจ Wealth Management–ตลาดทุน หนุนรายได้ค่าธรรมเนียม
นอกเหนือจากธุรกิจสินเชื่อ กลุ่มทิสโก้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่เติบโตตามความต้องการผลิตภัณฑ์การลงทุนของลูกค้า
บริษัทเดินหน้าพัฒนาการให้บริการผ่าน Open Architecture Platform ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากบริษัทจัดการกองทุนหลายแห่ง เพิ่มทางเลือกในการจัดสรรเงินลงทุนตามความต้องการและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขณะเดียวกัน ธุรกิจหลักทรัพย์ได้รับประโยชน์จากมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ขยายตัว
ส่วนธุรกิจจัดการกองทุนได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและกระจายแหล่งรายได้ของกลุ่มทิสโก้
การขยายตัวของธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยโดยตรง นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดการพึ่งพารายได้จากสินเชื่อเพียงด้านเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยและการแข่งขันในธุรกิจธนาคารมีการเปลี่ยนแปลง

ผู้บริหาร TISCO ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แต่ยังเผชิญความเสี่ยง
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
ขณะที่ตลาดรถยนต์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์อุทกภัยในประเทศ
ทั้งนี้ กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจบริหารความมั่งคั่งผ่าน TISCO Wealth Ecosystem เพื่อเชื่อมโยงบริการด้านการเงิน การลงทุน และการวางแผนความมั่งคั่งเข้าด้วยกัน
วิเคราะห์หุ้น TISCO จับตา 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางกำไรระยะถัดไป
จากผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2569 ประเด็นที่น่าติดตามสำหรับผู้ลงทุนในหุ้น TISCO ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเติบโตของกำไรสุทธิ แต่รวมถึงความต่อเนื่องของรายได้และความสามารถในการรักษาคุณภาพสินทรัพย์
ปัจจัยแรก คือ แนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งได้รับประโยชน์จากต้นทุนเงินฝากที่ลดลง โดยต้องติดตามว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยรักษาการเติบโตของรายได้ได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง
ปัจจัยที่สอง คือ คุณภาพสินเชื่อและต้นทุนสำรองหนี้เสีย หลังจากกำไรไตรมาส 3 ได้รับแรงสนับสนุนจากค่าใช้จ่ายสำรองที่ปรับตัวลดลง หากกลุ่มทิสโก้สามารถรักษาระดับ NPL และควบคุมต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถในการทำกำไร
ปัจจัยที่สาม คือ การขยายตัวของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจตลาดทุน ซึ่งมีบทบาทต่อการสร้างรายได้เพิ่มเติมในระยะถัดไป
แม้ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนความสามารถในการรักษากำไรและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แต่การประเมินความน่าสนใจด้านการลงทุนในหุ้น TISCO ยังจำเป็นต้องพิจารณาราคาหุ้นปัจจุบัน ระดับมูลค่าหุ้น อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล และแนวโน้มกำไรในอนาคตประกอบกัน
ทั้งนี้ ผลประกอบการในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันว่ากำไรจะเติบโตในอัตราเดียวกันในระยะข้างหน้า
ตารางสรุปผลประกอบการ TISCO
| รายการสำคัญ | ผลประกอบการ |
|---|---|
| กำไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2569 | 5,302 ล้านบาท |
| การเติบโตของกำไร 9 เดือน (YoY) | +5.7% |
| กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 | 1,805 ล้านบาท |
| การเติบโตของกำไรไตรมาส 3 (YoY) | +4.3% |
| รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 9 เดือน | +5.2% |
| รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 9 เดือน | +2.7% |
| รายได้ Bancassurance | +6.3% |
| สินเชื่อรวม | 238,493 ล้านบาท |
| การเติบโตของสินเชื่อจากสิ้นปี 2568 | +1.2% |
| อัตราหนี้เสีย (NPL) | 2.0% |
| เงินสำรองครอบคลุมหนี้เสีย | 192.5% |
| อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) | 16.4% |
| อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) | 20.1% |
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดอ้างอิงจากข้อมูลผลประกอบการที่กลุ่มทิสโก้เผยแพร่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยตัวเลขการเติบโตเป็นการเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เว้นแต่ระบุเป็นอย่างอื่น







