‘จาร์ตัน’ รุก AI–ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ปักธงยอดขายพันล้านปี 2573
‘จาร์ตัน’ รุก AI–ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ปักธงยอดขายพันล้านปี 2573
จาร์ตัน โฮลดิ้งส์ วางแผน 3 ปี ดันรายได้โตเฉลี่ย 20% ต่อปี ขยายระบบคัดกรองความปลอดภัย ต่อยอดซอฟต์แวร์แบบ SaaS สร้างรายได้ประจำ พร้อมเจาะตลาดอาเซียน หลังได้รับคัดเลือกดูแลระบบตรวจคัดกรองการประชุม IMF–World Bank ปี 2569
ความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยในอาคาร ระบบขนส่ง และสถานที่จัดประชุมระดับนานาชาติ เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจจากการจำหน่ายอุปกรณ์ไปสู่บริการซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองและเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่
นายธีธัช จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ JARTON Holdings เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนธุรกิจระยะ 3 ปี ระหว่างปี 2570–2572 ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี และตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งกลุ่มแตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2573 โดยเพิ่มรายได้จากระบบคัดกรองความปลอดภัยและบริการซอฟต์แวร์ ควบคู่กับธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ซึ่งเป็นฐานธุรกิจเดิม
ในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายรวมของกลุ่ม ซึ่งรวมธุรกิจโรงงานผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เติบโตประมาณ 10% ขณะที่กลุ่มระบบคัดกรองความปลอดภัย ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี AI เติบโตประมาณ 30% มีแรงขับเคลื่อนจากเครื่องตรวจจับอาวุธและโลหะ รวมถึงเครื่องเอกซเรย์สัมภาระที่ใช้ AI ช่วยแยกแยะสิ่งของในชีวิตประจำวันออกจากวัตถุต้องสงสัย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจลงทุนพัฒนา AI ร่วมกับนักพัฒนาในไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์ตรวจคัดกรอง กล้องวงจรปิด และเครื่องสแกนใต้ท้องรถยนต์ โดยมุ่งเพิ่มความแม่นยำ ลดเวลาในการตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลสนับสนุนการปฏิบัติงาน
ต่อยอดฮาร์ดแวร์สู่รายได้ประจำ
แผนขยายธุรกิจในระยะต่อไปประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การขยายฐานลูกค้าระบบคัดกรอง การพัฒนาบริการซอฟต์แวร์และความปลอดภัยไซเบอร์ และการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน
ด้านฐานลูกค้า บริษัทมุ่งนำระบบตรวจคัดกรองบุคคล สัมภาระ และยานพาหนะ ไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานภาครัฐ สนามบิน ระบบขนส่ง ศูนย์การค้า อาคารเชิงพาณิชย์ และธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมต่อยอด AI สู่การให้บริการซอฟต์แวร์แบบ Software as a Service หรือ SaaS สำหรับพันธมิตรที่มีอุปกรณ์อยู่แล้วและต้องการเพิ่มความสามารถด้าน AI รวมถึงเชื่อมโยงระบบเข้าสู่ศูนย์บริหารจัดการเดียวกัน
อีกส่วนอยู่ระหว่างพัฒนาบริการ Cyber Security เพื่อป้องกันการโจมตีเว็บไซต์และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านความมั่นคง และองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล บริษัทวางให้บริการทั้งสองด้านเป็นฐานรายได้ประจำเพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว
สำหรับตลาดอาเซียน บริษัทมองโอกาสจากองค์กรที่ยังใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิม และต้องการเพิ่มความสามารถด้าน AI โดยจะนำเสนอทั้งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามความต้องการของแต่ละตลาด
ใช้งานประชุมนานาชาติต่อยอดธุรกิจ
นายธีธัช กล่าวว่า จาร์ตันได้รับคัดเลือกให้ดูแลระบบตรวจคัดกรองความปลอดภัยสำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ
บริษัทจัดเตรียมอุปกรณ์กว่า 100 เครื่อง และทีมเทคนิคกว่า 30 คน ครอบคลุมการวางแผน ติดตั้ง ทดสอบระบบ และดูแลอุปกรณ์ตลอดการจัดงาน ประกอบด้วยเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน เครื่องตรวจจับอาวุธและโลหะที่ใช้ AI เครื่องเอกซเรย์สัมภาระที่ใช้ AI ระบบคัดกรองบุคคลด้วยคลื่นมิลลิเมตร และเครื่องสแกนใต้ท้องรถยนต์
นอกจากนี้ บริษัทระบุว่าได้นำระบบ JARTON MMW Flow Scan Gen 2 และ JARTON AI WTMD Gen 3 มาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการตรวจคัดกรองผู้เข้าร่วมจำนวนมากและลดความแออัดบริเวณจุดตรวจ
“การจัดวางจุดคัดกรองต้องสัมพันธ์กับจุดลงทะเบียนและเส้นทางเดิน เพื่อลดการสะสมของผู้เข้าร่วมงาน โดยใช้ระบบคลื่นมิลลิเมตรคัดกรองเบื้องต้น หากระบบแจ้งเตือน เจ้าหน้าที่จึงนำเข้าสู่ช่องตรวจละเอียดตามมาตรการของงาน” นายธีธัช กล่าว
ประสบการณ์จากงานระดับนานาชาติเป็นส่วนหนึ่งที่บริษัทจะนำไปต่อยอดการขยายตลาด โดยก่อนหน้านี้มีผลงานด้านระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย ธนาคารแห่งประเทศไทย โครงการวัน แบงค็อก และการดูแลระบบเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่านสำหรับการประชุม FIFA Congress 2024
ตำรวจเชื่อมข้อมูลศูนย์บัญชาการ–ภาคสนาม
พ.ต.อ.วิสิฐศักดิ์ วิพัฒนมงคล ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยการประชุมต้องเตรียมพร้อมทั้งบุคลากร ระบบตรวจคัดกรอง และการบริหารพื้นที่ โดยประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบ จัดการการเคลื่อนตัวของผู้คน และบูรณาการข้อมูลกับแผนตอบสนองเหตุการณ์
เทคโนโลยีมีบทบาทช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นผู้ประเมินและตัดสินใจตามมาตรการของงาน โดยต้องคำนึงถึงผู้เข้าร่วมประชุม บุคคลสำคัญ เจ้าหน้าที่ ประชาชน และผู้ใช้เส้นทางโดยรอบ ควบคู่กับการจัดการจราจร
ด้าน พ.ต.อ.อนันท์ วงศ์คำ เลขานุการศูนย์บัญชาการ CCOC ณ พิพิธภัณฑ์การยาสูบ ภารกิจ Annual Meetings 2026 กล่าวว่า ศูนย์บัญชาการให้ความสำคัญกับการกำหนดบทบาทแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เพื่อให้ส่งต่อข้อมูลและสนับสนุนการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง








