เศรษฐกิจไทยสองความเร็ว บริษัทใหญ่ขึ้นขบวน AI แต่ SMEs ยังวิ่งไม่ทัน

 เศรษฐกิจไทยสองความเร็ว บริษัทใหญ่ขึ้นขบวน AI แต่ SMEs ยังวิ่งไม่ทัน

เศรษฐกิจไทยสองความเร็ว บริษัทใหญ่ขึ้นขบวน AI แต่ SMEs ยังวิ่งไม่ทัน

KEY POINTS

  • เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตแบบ “สองความเร็ว” บริษัทขนาดใหญ่ฟื้นตัวและลงทุนได้เร็วกว่าธุรกิจรายเล็ก
  • AI และเทคโนโลยี กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
  • SMEs จำนวนมากต้องการปรับตัว แต่ยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน สินเชื่อ ต้นทุน และบุคลากร
  • ปัญหา หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ ยังคงกดดันกำลังซื้อ ทำให้การฟื้นตัวไม่กระจายถึงทุกภาคส่วน
  • โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและประชาชนเข้าถึงโอกาสจากการเติบโตได้จริง

เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเดินหน้าจากการส่งออก การลงทุน และกระแสเทคโนโลยี ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่เร่งนำ AI เพิ่มผลิตภาพ แต่ SMEs และครัวเรือนจำนวนมากกลับเผชิญสินเชื่อตึงตัว หนี้สูง และกำลังซื้ออ่อนแรง ภาพที่เกิดขึ้นกำลังทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจสองความเร็ว” อย่างชัดเจนขึ้น

เศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณสองด้านที่แตกต่างกัน

ด้านหนึ่ง บริษัทขนาดใหญ่เดินหน้าลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่ หลายอุตสาหกรรมเริ่มได้รับแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากยังต้องรับมือกับต้นทุนธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น ส่วนครัวเรือนยังถูกกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ จนรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงพอสร้างความมั่นคงทางการเงิน

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้หยุดเติบโต แต่ผลของการเติบโตกำลังกระจายไปถึงแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน

GDP โต แต่ความรู้สึกของประชาชนอาจไม่โตตาม

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคบริการ การค้าส่งและค้าปลีก การก่อสร้าง และภาคการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.3% และ 1.8% ตามลำดับ โดยมีแรงส่งจากการส่งออก การลงทุนที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI รวมถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ธปท.ยอมรับว่า การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง บริษัทขนาดใหญ่ปรับตัวได้ดีกว่า ขณะที่ SMEs ยังเผชิญการแข่งขันสูง ส่วนครัวเรือนถูกกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลข GDP ที่เป็นบวก อาจไม่สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชน

สำหรับคนทั่วไป เศรษฐกิจไม่ได้ถูกวัดจากเปอร์เซ็นต์การเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า ดอกเบี้ย ภาระผ่อนชำระ และเงินที่เหลืออยู่ก่อนถึงสิ้นเดือน

หากเศรษฐกิจเติบโต แต่รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้นเพียงพอ ความรู้สึกว่า “เศรษฐกิจยังไม่ดี” จึงไม่ใช่เรื่องของการรับรู้ที่คลาดเคลื่อน แต่เป็นประสบการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงกับคนจำนวนมาก

บริษัทใหญ่กำลังเข้าสู่ AI Economy

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ของไทยเร่งนำ AI มาใช้ในหลายด้าน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การบริหารสินค้าคงคลัง การตรวจจับการทุจริต การบริการลูกค้า ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในโรงงานและซัพพลายเชน

องค์กรขนาดใหญ่ได้เปรียบจากการมีเงินลงทุน ฐานข้อมูล บุคลากร และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ทำให้สามารถทดลองและขยายการใช้ AI ได้รวดเร็วกว่า

เมื่อระบบเหล่านี้เริ่มทำงานเต็มรูปแบบ บริษัทจะลดต้นทุนต่อหน่วย ตัดสินใจได้เร็วขึ้น และตอบสนองตลาดได้แม่นยำกว่าเดิม ความได้เปรียบดังกล่าวอาจทำให้ช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SMEs ขยายตัว หากธุรกิจรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุนได้ในระดับที่เหมาะสม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยควรใช้ AI หรือไม่ เพราะการเปลี่ยนผ่านได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่คือทำอย่างไรให้ AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่สร้างประโยชน์เฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีความพร้อมอยู่ก่อน

SMEs ติดกับดัก “ต้องลงทุน แต่เข้าไม่ถึงเงินทุน”

สำหรับ SMEs ปัญหาไม่ได้มีเพียงการขาดเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า พลังงาน และการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหญ่หรือสินค้านำเข้า

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องลงทุนเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร พัฒนาระบบดิจิทัล และเพิ่มผลิตภาพ แต่กลับเข้าไม่ถึงสินเชื่อ เพราะไม่มีหลักประกันเพียงพอหรือผลประกอบการยังไม่แข็งแรง

เมื่อไม่สามารถลงทุน ผลิตภาพก็เพิ่มขึ้นได้ช้า และยิ่งเสียเปรียบธุรกิจที่นำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้แล้ว

นี่คือวงจรที่ต้องได้รับการแก้ไข หากต้องการให้ SMEs เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจยุคใหม่

มาตรการสินเชื่อสามารถช่วยประคองสภาพคล่องได้ในระยะสั้น แต่แนวทางระยะยาวต้องช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูล ตลาด และบุคลากรที่จำเป็นต่อการเพิ่มรายได้ ไม่ใช่เพิ่มหนี้โดยที่ความสามารถในการแข่งขันยังคงอยู่ระดับเดิม

หนี้ครัวเรือนกำลังกดกำลังซื้อในประเทศ

เศรษฐกิจอีกด้านที่ต้องจับตาคือภาคครัวเรือน แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะทยอยลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังอยู่ในระดับสูงและเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค

เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องถูกนำไปชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ครัวเรือนย่อมเหลือเงินสำหรับจับจ่ายสินค้า ท่องเที่ยว หรือสร้างทรัพย์สินน้อยลง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ลูกหนี้ แต่ส่งต่อไปถึงร้านค้าและธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ

หากกำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างจำกัด SMEs ก็มีโอกาสสร้างรายได้น้อยลง และอาจต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อรักษากิจการ กลายเป็นวงจรที่เชื่อมปัญหาหนี้ครัวเรือนกับสภาพคล่องของธุรกิจรายเล็กเข้าด้วยกัน

การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินควบคู่ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูงขึ้น เพราะการลดหนี้จะไม่ยั่งยืน หากรายได้ของประชาชนยังเพิ่มไม่ทันรายจ่าย

มุมมองกองบรรณาธิการ

เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดเครื่องยนต์ใหม่ ประเทศกำลังมีทั้งการลงทุนด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

สิ่งที่ยังขาดคือระบบส่งกำลังที่เชื่อมเครื่องยนต์เหล่านี้เข้ากับ SMEs แรงงาน และครัวเรือนอย่างทั่วถึง

ความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจจึงไม่ควรถูกวัดจาก GDP หรือยอดส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่า SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้มากเพียงใด แรงงานได้รับทักษะที่ช่วยเพิ่มรายได้หรือไม่ และครัวเรือนสามารถลดหนี้พร้อมสร้างเงินออมได้จริงแค่ไหน

เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ใช่เศรษฐกิจที่มีบริษัทขนาดใหญ่เติบโตเพียงไม่กี่ราย แต่คือเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการรายเล็กยังแข่งขันได้ คนทำงานมีรายได้เพียงพอต่อค่าครองชีพ และครัวเรือนสามารถวางแผนอนาคตได้โดยไม่ต้องใช้หนี้เพื่อประคองชีวิตประจำวัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการเติบโตครั้งใหม่นี้จะพาคนไทยขึ้นขบวนไปด้วยกันได้มากเพียงใด

Related post