เคทีซีชู Financial Literacy ตั้งแต่วัยเรียน แก้โจทย์คนไทย 21 ล้านคนมีหนี้
ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้เริ่มในวันที่คนหนึ่งผิดนัดชำระ แต่เริ่มจากการตัดสินใจทางการเงินเล็ก ๆ ที่สะสมมาตั้งแต่วัยเรียน เคทีซีจึงเสนอให้ Financial Literacy ถูกวางเป็น “ทักษะบริหารชีวิต” ก่อนที่เยาวชนจะมีรายได้ บัญชีธนาคาร หรือเข้าถึงสินเชื่ออย่างเต็มรูปแบบ
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถูกนำมาใช้ประกอบกิจกรรม ระบุว่า ในปี 2567 จากประชากรไทยประมาณ 65 ล้านคน มีผู้เป็นหนี้ราว 21 ล้านคน ขณะที่ 50% ของคนอายุต่ำกว่า 30 ปีมีหนี้แล้ว และเมื่อถึงอายุ 29 ปี คนไทยประมาณ 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความเสี่ยงทางการเงินเข้ามาในชีวิตเร็วกว่าที่หลายครอบครัวคาดคิด
Financial Literacy ต้องเริ่มก่อนการใช้สินเชื่อ
นางสาวดวงกมล อินทรพราหมณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายบริหารเงิน ความยั่งยืน และนักลงทุนสัมพันธ์ เคทีซี อธิบายว่า เด็กไม่จำเป็นต้องรอให้มีรายได้หรือเกิดปัญหาเงินก่อนจึงเริ่มเรียนรู้ เพราะในชีวิตประจำวันเด็กตัดสินใจอยู่เสมอว่าอะไรคือความจำเป็น อะไรคือความต้องการ และทรัพยากรที่มีจำกัดควรถูกจัดสรรอย่างไร
แนวคิดนี้ทำให้การสอนเรื่องเงินไม่หยุดอยู่ที่คำว่า “ต้องออม” แต่เพิ่มทักษะการคิดก่อนใช้ การจัดลำดับความสำคัญ การมองผลตามมาของการเลือก และการวางแผนเป้าหมายระยะยาว หากเด็กเข้าใจว่าการใช้เงินกับสิ่งหนึ่งทำให้เงินสำหรับอีกสิ่งลดลง ก็จะเริ่มเห็นต้นทุนค่าเสียโอกาสจากสถานการณ์ใกล้ตัว
ประเด็นสำคัญคือ ความรู้ทางการเงินไม่ควรถูกสอนเป็นสูตรตายตัว เพราะรายได้ ภาระครอบครัว และเป้าหมายของแต่ละคนต่างกัน สิ่งที่ควรสร้างคือกระบวนการตัดสินใจ ตั้งแต่ตรวจสอบข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก ประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงทบทวนผลลัพธ์หลังตัดสินใจ
KTC FinLit Playground เปลี่ยนบทเรียนเป็นสถานการณ์จำลอง
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาถ่ายทอดผ่าน “KTC FinLit Playground สนามเรียนรู้การเงิน” ซึ่งเคทีซีร่วมกับสายการบินไทยเวียตเจ็ท ภายใต้โครงการ Fly Green Fieldwork เปิดพื้นที่ให้นักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองและการลงมือคิดด้วยตนเอง
กิจกรรมเริ่มจากการแยก Want หรือสิ่งที่อยากได้ ออกจาก Need หรือสิ่งที่จำเป็น ก่อนทดลองจัดสรรเงินด้วยแนวคิด 50-30-20 ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับการใช้จ่ายเพื่อความสุข และ 20% สำหรับการออม สูตรนี้ถูกใช้เป็นกรอบให้เด็กเห็นภาพ ไม่ใช่กฎที่ทุกคนต้องใช้เหมือนกัน เพราะสัดส่วนที่เหมาะสมต้องปรับตามรายได้และภาระจริง
หลังจากสนามเรียนรู้เรื่องเงิน นักเรียนได้เชื่อมบทเรียนกับประสบการณ์นอกห้องเรียนที่ Fossil & Frame Restaurant และ Jurassic World: The Experience ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โดยนำเรื่องความฝัน เป้าหมาย และการวางแผนมาผูกกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ตัวแทนนักเรียนสะท้อนว่ากิจกรรมช่วยทำให้เรื่องเงินที่เคยมองว่ายากกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
โจทย์ใหญ่คือทำให้ความรู้กลายเป็นพฤติกรรม
การอบรมเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ผู้เรียนจำแนวคิดได้ แต่การสร้างวินัยต้องอาศัยการฝึกซ้ำและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมที่ดี ครอบครัว โรงเรียน ผู้ให้บริการทางการเงิน และแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงมีบทบาทร่วมกัน ตั้งแต่การเปิดพื้นที่ให้เด็กพูดเรื่องเงินอย่างไม่ถูกตำหนิ ไปจนถึงการออกแบบข้อมูลสินเชื่อให้เข้าใจง่าย
สำหรับธุรกิจการเงิน การให้ความรู้ก่อนที่คนจะเป็นลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่เชื่อมกับธุรกิจโดยตรง ผู้บริโภคที่เข้าใจต้นทุนดอกเบี้ย เงื่อนไข และความสามารถชำระคืน ย่อมมีโอกาสใช้เครดิตอย่างเหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันสถาบันการเงินต้องไม่ใช้ Financial Literacy เป็นเหตุผลผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดไปยังผู้กู้ แต่ควรพัฒนาการประเมินความสามารถชำระและการนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมควบคู่กัน
ในมุมเศรษฐกิจมหภาค หนี้ที่เกิดตั้งแต่อายุน้อยลดความสามารถในการออม ลงทุน และสร้างทรัพย์สินในอนาคต การเริ่มทักษะทางการเงินตั้งแต่วัยเรียนจึงมีความหมายมากกว่าการแก้ปัญหารายบุคคล เพราะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อหนี้ครัวเรือนและเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของแรงงานรุ่นใหม่
ตัวชี้วัดสำคัญของโครงการลักษณะนี้ไม่ควรหยุดที่จำนวนผู้เข้าร่วม แต่ควรติดตามว่าผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ เช่น วางแผนก่อนใช้เงิน แยกความต้องการออกจากความจำเป็น มีเงินสำรอง และหลีกเลี่ยงหนี้ที่เกินความสามารถ หากการเรียนรู้ถูกต่อยอดอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจเล็ก ๆ ในวัยเรียนอาจกลายเป็นฐานของวินัยทางการเงินที่ติดตัวไปตลอดชีวิต
