UOB กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 10% แตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ชู Wealth อาเซียนโต 30%

 UOB กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 10% แตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ชู Wealth อาเซียนโต 30%

UOB เปิดกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่ม 10% แตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ Wealth Management อาเซียนโต 30% ไทยและมาเลเซียเด่น พร้อมปันผล 0.88 ดอลลาร์ต่อหุ้น

UOB เปิดกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 แตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 10% แม้รายได้ดอกเบี้ยถูกกดดันจากภาวะดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและการค้าในอาเซียนยังโตแรง โดยรายได้ Wealth Management ใน 4 ตลาดหลักเพิ่มขึ้น 30% มีมาเลเซียและไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ พร้อมเคาะปันผลระหว่างกาล 0.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น

Key Points

  1. กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.478 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน
  2. รายได้ Wealth Management ใน 4 ตลาดอาเซียนโต 30% โดยมีมาเลเซียและไทยเป็นตลาดสำคัญ ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของลูกค้าความมั่งคั่งสูงแตะ 204 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์
  3. สินเชื่อเพื่อการค้าใน 4 ตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น 14% และเงินฝาก CASA เพิ่มขึ้น 9% สะท้อนกิจกรรมธุรกิจและการค้าในภูมิภาคที่ยังขยายตัว
  4. NPL อยู่ที่ 1.6% และ CET1 อยู่ที่ 15.4% ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อไตรมาส 2 อยู่ที่ 28 จุดพื้นฐาน
  5. UOB จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลประมาณ 50% ของกำไรสุทธิ

กลุ่มธนาคารยูโอบี หรือ UOB Group รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1.478 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1.338 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสแรก

แม้ธุรกิจหลักยังเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง แต่การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ช่วยหนุนผลประกอบการในไตรมาสนี้

สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 UOB มีกำไรสุทธิ 2.915 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 3% จาก 2.828 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

คณะกรรมการธนาคารประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลประมาณ 50% ของกำไรสุทธิ

ดอกเบี้ยขาลงกดรายได้ แต่กำไรยังโต

โจทย์สำคัญของ UOB ในไตรมาส 2 อยู่ที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งลดลง 2% จากปีก่อน เหลือ 2.297 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แม้ยอดสินเชื่อจะเติบโต 5%

เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเล็กน้อยจาก 2.324 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ลดลง 8 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 1.74% จากผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิกลับเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน แตะ 665 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งทำสถิติสูงสุดใหม่ และธุรกิจบริหารกองทุนยังมีการเติบโต ช่วยลดผลกระทบจากรายได้วาณิชธนกิจและกิจกรรมตลาดทุนที่ชะลอตัว

ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นเพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน เป็น 632 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยได้รับแรงหนุนบางส่วนจากกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการจำหน่ายสินทรัพย์

Wealth Management อาเซียนโต 30% ไทยมีบทบาทสำคัญ

หนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นของ UOB ในครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร และการที่ลูกค้านำเงินฝากเข้าสู่ผลิตภัณฑ์การลงทุนมากขึ้น

เมื่อเจาะไปยัง 4 ตลาดหลักของ UOB ในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม รายได้จาก Wealth Management เพิ่มขึ้นถึง 30% จากปีก่อน โดยมีมาเลเซียและไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

เงินลงทุนใหม่สุทธิยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเพิ่มขึ้น 7% มาอยู่ที่ 204 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ส่วนเงินฝากลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 2% โดยเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ หรือ CASA เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่รายได้จากธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน พร้อมกับการขยายตัวของยอดใช้จ่ายผ่านบัตร

สินเชื่อการค้าโต 33% จับกระแสธุรกิจอาเซียน

ด้านธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ Transaction Banking ยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ UOB โดยสร้างรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมในกลุ่ม Wholesale Banking ในช่วงครึ่งแรกของปี

สินเชื่อเพื่อการค้าของกลุ่มเพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน ขณะที่เงินฝาก CASA เพิ่มขึ้น 9% จากความต้องการบริการบริหารเงินสดและโซลูชันด้านการค้าของลูกค้าธุรกิจ

สำหรับ 4 ตลาดอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม สินเชื่อเพื่อการค้าเพิ่มขึ้น 14% และ CASA เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจข้ามพรมแดนยังคิดเป็น 28% ของรายได้รวมในกลุ่ม Wholesale Banking ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศยังเป็นอีกพื้นที่สำคัญของ UOB ในภูมิภาค

ครึ่งปีแรกกำไร 2.9 พันล้านดอลลาร์ รายได้รวมลด 1%

หากดูภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 UOB มีกำไรสุทธิ 2.915 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 3% แม้รายได้รวมลดลง 1% มาอยู่ที่ 7.017 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 4.621 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลง 3% ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิอยู่ที่ 1.302 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลง 2%

ในทางกลับกัน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ 1.094 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยมีส่วนช่วยจากกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการจำหน่ายสินทรัพย์

ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 3.152 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 44.9% ส่วนเงินกันสำรองสำหรับความเสียหายด้านสินเชื่อและรายการอื่นลดลง 27% เหลือ 414 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

NPL 1.6% จับตาลูกหนี้อสังหาฯ Greater China

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ UOB มีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL Ratio อยู่ที่ 1.6% โดยการเกิดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพใหม่ส่วนใหญ่มาจากลูกหนี้อสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งใน Greater China

อัตราความครอบคลุมของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอยู่ที่ 88% และเพิ่มเป็น 306% เมื่อนับรวมหลักประกัน ขณะที่เงินสำรองสำหรับสินเชื่อที่ยังไม่ด้อยคุณภาพอยู่ที่ 0.9%

ต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อในไตรมาส 2 อยู่ที่ 28 จุดพื้นฐาน ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ธนาคารคาดการณ์ไว้

CET1 อยู่ที่ 15.4% สภาพคล่องยังสูง

ฐานเงินกองทุนของ UOB ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ CET1 อยู่ที่ 15.4% แม้มีการจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2568 แล้ว

ด้านสภาพคล่อง อัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือ LCR เฉลี่ยทุกสกุลเงินอยู่ที่ 159% ส่วนอัตราส่วนการจัดหาเงินทุนสุทธิ หรือ NSFR อยู่ที่ 114% ซึ่ง UOB ระบุว่าสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแล

UOB ปักหมุด Wealth และการค้าข้ามพรมแดนอาเซียน

นายวี อี เชียง รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UOB Group ระบุว่า ผลประกอบการสะท้อนการเติบโตในตลาดหลักของอาเซียน โดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งทำสถิติสูงสุด ขณะที่ Transaction Banking ได้แรงหนุนจากกิจกรรมของลูกค้าทั่วภูมิภาค

นายวี อี เชียง ระบุด้วยว่า กลยุทธ์อาเซียนของธนาคารเริ่มสร้างผลลัพธ์ โดย UOB ยังเห็นโอกาสจากการขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การสนับสนุนลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน รวมถึงการเพิ่มส่วนแบ่งจากกระแสการค้าและการลงทุนในภูมิภาค

ทิศทางดังกล่าวทำให้ ธุรกิจ Wealth Management การค้าระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยงธุรกิจข้ามพรมแดนในอาเซียน ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาสำหรับ UOB หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ยังเติบโตได้ แม้รายได้ดอกเบี้ยเผชิญแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยที่ลดลง

Related post