ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวัง “สารพิษตกค้าง” เชื่อมข้อมูลตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร
ภาคีวิชาการเปิดผลวิจัยพริก-ส้ม พบระบบตามย้อนกลับสารพิษตกค้างยังมีช่องว่าง เสนอ 4 มาตรการ ยกระดับ Traceability และความปลอดภัยอาหารของไทย
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมเครือข่ายด้านสุขภาพ การเกษตร โภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร เปิดผลการศึกษาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับ ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าระบบปัจจุบันยังมีช่องว่างสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้การตรวจพบสารพิษตกค้างในตลาดไม่สามารถติดตามย้อนกลับไปยังต้นทางของปัญหาได้
ข้อเสนอสำคัญคือการพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดสด ห้างค้าปลีก ไปจนถึงจานอาหาร พร้อมเสนอใช้ “พริก” และ “ส้ม” เป็นกรณีนำร่องในการพัฒนาระบบ Traceability หรือระบบตามสอบย้อนกลับระดับประเทศ ก่อนขยายผลไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น
ข้อค้นพบดังกล่าวถูกนำเสนอภายในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายผลักดันให้การตรวจสารพิษตกค้างไม่สิ้นสุดเพียงการรายงานผลการสุ่มตรวจ แต่สามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า ติดตามย้อนกลับไปยังจุดเกิดปัญหา และนำข้อมูลไปปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ


นักวิจัยชี้ NCDs ต้องแก้ทั้งระบบอาหาร ไม่ใช่เฉพาะระบบสาธารณสุข
ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล Scientist, The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) และนักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนหรือระบบบริการสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด การศึกษา เศรษฐกิจ และนโยบายจากหลายภาคส่วน
ดังนั้น การป้องกัน NCDs จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน โดยความปลอดภัยของอาหารควรเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้สารเคมี วิธีการเพาะปลูก การรับรองมาตรฐาน การรวบรวมผลผลิต และการกระจายสินค้า รวมถึงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ และอาหาร เพื่อป้องกันความเสี่ยงก่อนถึงมือผู้บริโภค
ทั้งนี้ โครงการวิจัยใช้แนวทาง User-oriented Comprehensive Integrated Knowledge Translation (UCIKT) เชื่อมโยงนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ และผู้ปฏิบัติงาน ให้ร่วมกำหนดโจทย์วิจัยและพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนรับสารตกค้างปริมาณน้อยต่อเนื่อง เสี่ยงโรคเรื้อรัง
ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แม้ผักและผลไม้เป็นอาหารสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่กัน
สารตกค้างอาจมาจากสารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันเชื้อรา โลหะหนักจากดิน น้ำ หรือปุ๋ย รวมถึงสารจากบรรจุภัณฑ์และชีวพิษบางชนิด ซึ่งความเสี่ยงไม่ได้จำกัดเฉพาะพิษเฉียบพลัน แต่รวมถึงการได้รับสารในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารที่อาจรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ กระตุ้นภาวะเครียดออกซิเดชันและการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโรคระบบเมแทบอลิซึม โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ และโรคของระบบประสาท
อย่างไรก็ตาม NCDs เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรสื่อสารจนทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรเร่งพัฒนาระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง และการตามสอบย้อนกลับ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยได้อย่างมั่นใจ
ผลวิจัยเผย “พริก-ส้ม” ตามย้อนกลับถึงต้นทางได้เพียง 7-28%
รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งศึกษาห่วงโซ่อุปทานของพริกและส้ม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจสารพิษตกค้าง แต่ฐานข้อมูลยังแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ส่งผลให้ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า สินค้าที่ตรวจพบสารตกค้างมาจากแปลงใด ผ่านผู้รวบรวมหรือล้งแห่งใด และควรย้อนกลับไปแก้ไขที่จุดใด
ข้อมูลยังพบว่า พริกที่สุ่มตรวจจากปลายน้ำสามารถตามสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้เพียง 7% ขณะที่ส้มสามารถตามย้อนกลับได้เพียง 28% สะท้อนข้อจำกัดของระบบตรวจสอบย้อนกลับในปัจจุบัน
อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญคือ “ล้ง” ซึ่งเป็นจุดรวบรวม คัดแยก และกระจายผลผลิต ดูแลผักและผลไม้กว่า 60-80% ของตลาดค้าส่ง แต่กลับยังไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลของภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานยังไม่สมบูรณ์
งานวิจัยจึงเสนอให้ยกระดับล้งจากจุดผ่านสินค้าไปสู่ Traceability Hub หรือศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูล เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ เพื่อให้สามารถติดตามย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตและแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิด 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้าง
ภาคีวิชาการเสนอแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย
1. ผลักดันเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์
เสนอพัฒนามาตรฐานการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย (Primary GAP) สนับสนุนงบประมาณ สินเชื่อ และการรับรองมาตรฐานให้เกษตรกรรายย่อย พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านตลาด เพื่อให้ผลผลิตที่ผ่านมาตรฐานสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม
2. ยกระดับการกำกับดูแลล้ง
ผลักดันให้ล้งเข้าสู่ระบบกำกับดูแล พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยี ความรู้ เงินทุน และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลและเชื่อมโยงการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
3. ปรับบทบาทการตรวจปลายน้ำ
ให้นำผลการสุ่มตรวจจากตลาดค้าส่งและตลาดค้าปลีกกลับไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการในต้นน้ำและกลางน้ำ พร้อมส่งข้อมูลกลับไปยังหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ แทนการใช้ข้อมูลเพื่อรายงานสถานการณ์เพียงอย่างเดียว
4. สร้างตลาดผักและผลไม้ปลอดภัย
เสนอให้หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และภาคธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อผักผลไม้ปลอดภัย เปิดพื้นที่จำหน่ายตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค พร้อมรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องอาหารปลอดภัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรักษามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ภาคีห่วงโซ่อุปทานย้ำ ทางออกต้องทำได้จริง
ภายในเวที ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ส้มสายน้ำผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ประกอบการฟาร์มผัก
ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้ไม่ควรอาศัยการเพิ่มข้อบังคับแก่ผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน ระบบข้อมูล การตรวจสอบ ตลาด เงินทุน และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้รวบรวมผลผลิต ตลาด และผู้บริโภค มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบ
ข้อเสนอจากกรณีศึกษาพริกและส้มจะถูกส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนา ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและจัดการปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง
“อาหารปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงจานของผู้บริโภค แต่ต้องได้รับการออกแบบและดูแลร่วมกันตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า จุดรวบรวม โรงคัดบรรจุ ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงระบบข้อมูลที่สามารถตามย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาได้จริง”





