NIA ดัน 30 Tech Startup ไทยสู่ตลาดจริง เชื่อม Corporate กว่า 60 คู่ธุรกิจ ต่อยอด PoC-Commercialization

 NIA ดัน 30 Tech Startup ไทยสู่ตลาดจริง เชื่อม Corporate กว่า 60 คู่ธุรกิจ ต่อยอด PoC-Commercialization

NIA เดินหน้า Global Startup Hub 2026 ดัน 30 Tech Startup ไทยในกลุ่ม AI, IoT, Semiconductor, EV, Energy และ Climate Tech เชื่อม Corporate กว่า 60 คู่ธุรกิจ ต่อยอดจาก Business Matching สู่ PoC และตลาดเชิงพาณิชย์

NIA เปิดเกมเร่งเครื่อง Tech Startup ไทยผ่าน “Global Startup Hub 2026” ดึง 30 สตาร์ตอัปเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่กระบวนการพัฒนาธุรกิจ เชื่อมบริษัทขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรมเกิด Business Matching กว่า 60 คู่ธุรกิจ พร้อมผลักดันหลายรายเข้าสู่ Proof of Concept หรือ PoC ปูเส้นทางจากการจับคู่ธุรกิจสู่การใช้งานจริง การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และการขยายตลาด

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ายกระดับระบบนิเวศ Tech Startup ไทย ผ่านโครงการ Global Startup Hub 2026 โดยนำสตาร์ตอัปเทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการเร่งการเติบโตจำนวน 30 บริษัท ขึ้นนำเสนอผลลัพธ์และศักยภาพทางธุรกิจบนเวที GLOBAL STARTUP HUB DEMO DAY 2026

หัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการสร้างเวทีให้สตาร์ตอัปนำเสนอธุรกิจ หรือ Pitch ต่อหน้านักลงทุน แต่เป็นการพยายามเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของภาคธุรกิจจริง ผ่านการทำ Business Matching ระหว่างสตาร์ตอัป บริษัทขนาดใหญ่ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตลอดโครงการเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 60 คู่ธุรกิจ

หลายความร่วมมือยังเดินหน้าต่อไปสู่ขั้น Proof of Concept (PoC) หรือการนำเทคโนโลยีและโซลูชันของสตาร์ตอัปไปทดลองกับโจทย์ทางธุรกิจจริง ก่อนพัฒนาไปสู่การจัดซื้อ การลงทุน หรือความร่วมมือเชิงพาณิชย์

เป้าหมายคือการสร้างเส้นทางการเติบโตตั้งแต่ Matching → PoC → Commercialization → Scale เพื่อเพิ่มโอกาสให้นวัตกรรมของสตาร์ตอัปไทยสามารถเปลี่ยนจากเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้และขยายตัวในตลาดจริงได้

ปั้น Startup ไม่พอ ต้องสร้าง “Business Readiness”

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การสร้างสตาร์ตอัปที่แข็งแรงในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการช่วยให้เกิดธุรกิจใหม่ แต่ต้องทำให้ธุรกิจสามารถเติบโต ขยายตลาด เข้าถึงแหล่งเงินทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

NIA จึงพัฒนาโครงการ Global Startup Hub 2026 ภายใต้แนวทาง Groom – Grant – Growth – Global เพื่อยกระดับศักยภาพของสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจ การตลาด การเข้าถึงเงินทุน กฎหมายและกฎระเบียบ ตลอดจนการเชื่อมต่อกับบริษัทขนาดใหญ่ นักลงทุน และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

“เป้าหมายของเรา คือการทำให้สตาร์ตอัปไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ต้องมีทั้งความพร้อมทางธุรกิจ (Business Readiness) และความพร้อมสู่ตลาดสากล (Global Readiness) เพื่อให้สามารถเติบโตในตลาดจริงได้”

สำหรับปี 2569 NIA คัดเลือกสตาร์ตอัปจำนวน 30 บริษัท ในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีศักยภาพต่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต ประกอบด้วย AI, IoT, Semiconductor, EV & Mobility, Energy Tech และ Climate Tech & Sustainability เข้าสู่กระบวนการเร่งการเติบโตอย่างเป็นระบบ

เปลี่ยน “Demo Day” จากเวที Pitch สู่การสร้างธุรกิจจริง

โมเดลของ Global Startup Hub 2026 ถูกวางให้เป็นมากกว่าโปรแกรมอบรมสตาร์ตอัป โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเร่งการเติบโตที่เชื่อมการพัฒนาศักยภาพเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ

กระบวนการเริ่มตั้งแต่ OKR Workshop เพื่อกำหนดเป้าหมายและทิศทางการเติบโต การให้คำปรึกษาแบบรายบริษัท การเชื่อมต่อกับ Corporate ผ่าน Business Matching การสร้างโอกาสทำ Proof of Concept รวมถึงการเชื่อมโยงกับนักลงทุนและพันธมิตรใน Startup Ecosystem

จุดหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ประกอบการสามารถ Pitch ธุรกิจได้ดีขึ้น แต่ต้องสร้างโอกาสให้เทคโนโลยีถูกนำไปทดสอบกับภาคธุรกิจจริง ก่อนต่อยอดไปสู่การขยายตลาด การลงทุน และ Commercialization

แนวทางดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของธุรกิจเทคโนโลยี เพราะสตาร์ตอัปที่มีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นก่อนจะสามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นรายได้และธุรกิจที่ขยายตัวได้

PoC จุดเชื่อมสำคัญก่อน Corporate ตัดสินใจลงทุน

หนึ่งในกลไกที่ NIA ให้ความสำคัญคือ Proof of Concept (PoC) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทและภาคอุตสาหกรรมนำนวัตกรรมของสตาร์ตอัปไปทดลองใช้กับโจทย์ธุรกิจจริง เพื่อประเมินว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ก่อนเข้าสู่การลงทุนหรือจัดซื้อเชิงพาณิชย์

กระบวนการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงให้กับ Corporate ที่ต้องการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ ขณะที่ฝั่งสตาร์ตอัปจะได้รับข้อมูลจากผู้ใช้งานจริง สามารถทำ Business Validation และสร้าง Reference Case จากการใช้งานจริงสำหรับนำไปต่อยอดกับลูกค้าหรือพันธมิตรรายอื่น

PoC จึงทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมระหว่าง “นวัตกรรมที่มีศักยภาพ” กับ “เทคโนโลยีที่ตลาดพร้อมจ่ายเงิน” และเพิ่มโอกาสให้การจับคู่ธุรกิจเดินหน้าต่อไปสู่ความร่วมมือเชิงพาณิชย์ในระยะยาว

ดึง Corporate รายใหญ่ร่วมกว่า 60 Business Matching

ตลอดโครงการ NIA ได้รับความร่วมมือจากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, TPG (Tripetch), Central Retail, PTT, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), PTG Energy, MAX Venture, Thai Oil, Kubota และ AIS

การเข้ามามีส่วนร่วมขององค์กรเหล่านี้ทำให้เกิดการหารือและ Business Matching กว่า 60 คู่ธุรกิจ โดยมีสตาร์ตอัปหลายรายสามารถพัฒนาความร่วมมือต่อไปสู่การทดสอบ Proof of Concept ร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่

เป้าหมายคือการนำเทคโนโลยีและโซลูชันไปทดลองกับปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจจริง ก่อนสร้างโอกาสต่อยอดเป็นความร่วมมือเชิงพาณิชย์ในอนาคต

AI-Climate Tech-EV กลุ่มเทคโนโลยีรับเศรษฐกิจอนาคต

ภายใต้โครงการ Startup Thailand: Global Startup Hub 2026 สตาร์ตอัปที่ผ่านการคัดเลือกกระจายอยู่ในหลายกลุ่มเทคโนโลยี

กลุ่ม AI มีผู้ประกอบการ อาทิ DIA, Sionic AI, PIASPACE, BOT AND LIFE, Packiko, Floaino, Magic Wand AI, REEZLIVE, Primo, Scamtify, UPSIGHT และ Pettagu ขณะที่กลุ่ม IoT ประกอบด้วย Merlinium และ Tiger Cashbox

ด้าน Climate Tech & Sustainability มี VIDENVAREN+, Lightblue, GEPP, AliveLoop, AltoTech Global, Air Flow Box, Chalupas&Co., EKOBLOK, KLORA Flower Boost, NICHA CCUS และ TONSON Mortar

ส่วน Energy Tech มี COSMOS LAB และ SEMPLY ขณะที่ EV & Mobility มี QRES GROUP และ THAIGO

สตาร์ตอัปเหล่านี้จะนำเสนอทั้งผลการดำเนินงาน เป้าหมาย และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมโครงการ พร้อมเปิดให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรทำความรู้จักกับเทคโนโลยีและโซลูชันของแต่ละบริษัทมากขึ้น

NIA ปูทาง Startup ไทยจาก “นวัตกรรม” สู่ “รายได้”

อีกหนึ่งเป้าหมายของ Global Startup Hub 2026 คือการทำให้ Startup, Corporate, Investor และ Ecosystem Partner เชื่อมโยงกันเป็นระบบมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้นวัตกรรมที่มีศักยภาพได้รับการทดสอบและนำไปใช้งานในตลาดจริง

หากเทคโนโลยีสามารถผ่านขั้น Proof of Concept และพิสูจน์คุณค่าทางธุรกิจได้ โอกาสในการสร้างการยอมรับจาก Corporate รวมถึงการต่อยอดไปสู่การลงทุน การสร้างรายได้ และการขยายตลาดย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย ความท้าทายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างบริษัทเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการสร้างเส้นทางที่ทำให้นวัตกรรมสามารถผ่านจาก Idea และ Technology สู่ Business Validation, Commercialization และ Scale ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

Related post