ยูนิลีเวอร์ ดัน AI-วิทยาศาสตร์ระดับโลก พลิกอนาคต FMCG ไทยด้วยแนวคิด “SASSY”
ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เดินหน้านำวิทยาศาสตร์ระดับโลก AI และข้อมูลผู้บริโภค พัฒนานวัตกรรม FMCG ภายใต้แนวคิด SASSY ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยและขยายศักยภาพสู่ตลาดโลก
ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เดินเกมนวัตกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคครั้งใหม่ นำวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผสาน AI และอินไซต์ผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทย พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม FMCG สู่การแข่งขันยุคใหม่
อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ FMCG กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “ราคา” หรือ “ความคุ้นเคยกับแบรนด์” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดด้วยความเร็ว ความสะดวก ประสบการณ์การใช้งาน และความสามารถของแบรนด์ในการเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปแทบตลอดเวลา
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนอนาคตของตลาด FMCG ไทย ด้วยการนำระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกมาเชื่อมต่อกับความเข้าใจผู้บริโภคในประเทศ ผ่านวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคไทยในวงกว้าง
นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย นวัตกรรมจึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกและไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง
เขาระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยูนิลีเวอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้บริโภคไทยมีบทบาทในการกำหนดเทรนด์ใหม่ ทั้งด้านสุขภาพ ความงาม และการใช้ชีวิตประจำวัน การนำศักยภาพระดับโลกของยูนิลีเวอร์มาปรับใช้กับบริบทท้องถิ่น จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดไทยอย่างแท้จริง
AI เปลี่ยนวิธีอ่านใจผู้บริโภค จากใช้เวลาหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที
หนึ่งในแกนหลักของยุทธศาสตร์นวัตกรรมยูนิลีเวอร์ คือการใช้ Data, AI และ Consumer Insight เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์
ยูนิลีเวอร์นำข้อมูลจากหลายมิติ ทั้งข้อมูลธุรกิจ พฤติกรรมการค้นหา เทรนด์บนโซเชียลมีเดีย และรูปแบบการใช้ชีวิต มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อค้นหาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง วิธีการดังกล่าวช่วยให้บริษัทมองเห็นสัญญาณของเทรนด์ใหม่ได้เร็วขึ้น และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้บริโภคได้แม่นยำกว่าเดิม
ปัจจุบัน เครื่องมือ AI ของยูนิลีเวอร์สามารถสกัดข้อมูลเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่นาที จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาหลายวัน ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจด้านนวัตกรรมรวดเร็วขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บรีส ซักด่วน (Breeze Quick Wash) ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เร่งรีบของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูง การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์ จนสามารถพัฒนาเสร็จภายใน 15 เดือน
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การซักผ้าที่ต้องการความรวดเร็ว ใช้ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ไว และเทคโนโลยี Pro-S เพื่อช่วยขจัดกลิ่นอับและคราบสกปรกที่ไม่หนักมาก ต่างจากผงซักฟอกทั่วไปที่มักต้องใช้รอบการซักนานกว่า
ไทยไม่ใช่แค่ตลาดบริโภค แต่เป็นฐานพัฒนานวัตกรรมสู่ตลาดโลก
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็น Meaningful Innovation หรือ “นวัตกรรมที่มีคุณค่า” โดยยูนิลีเวอร์ระบุว่าบริษัทมีเครือข่ายวิจัยและพัฒนาระดับโลก ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกกว่า 500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ศูนย์วิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์มีนักวิทยาศาสตร์ 98 คน ทำหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย และในหลายกรณียังสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้
ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานนวัตกรรม ได้แก่ วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายเนื้อเซรั่มบางเบา เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น และ คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ที่ใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มโมเลกุล เพื่อกักเก็บรสชาติและกลิ่นหอมของมะนาวแท้ ให้ตอบโจทย์การปรุงอาหารไทยที่ต้องการรสเปรี้ยวสดชื่นและคงที่
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า นวัตกรรมของยูนิลีเวอร์ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผสานความเข้าใจบริบทท้องถิ่น ตั้งแต่สภาพอากาศ รสนิยม ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการบริโภค

เปิดแนวคิด “SASSY” สร้างผลิตภัณฑ์ที่คนอยากใช้และอยากบอกต่อ
ยูนิลีเวอร์ยังวางกรอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด SASSY ซึ่งประกอบด้วย Science, Aesthetics, Sensorials, Shared by Others และ Young Spirited
แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของสินค้า FMCG ที่ไม่สามารถแข่งขันด้วยประสิทธิภาพการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความรู้สึก รูปลักษณ์ ประสบการณ์สัมผัส และพลังของการบอกต่อ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคค้นพบสินค้าใหม่ผ่านทั้งโลกออฟไลน์และออนไลน์
ตัวอย่างเช่น โดฟ ยูวี เฟอรูลิก+ ยูวี รีแพร์ & โกลว์ แดเมจ เทอราพี (Dove UV Ferulic+ UV Repair & Glow Damage Therapy) ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผมเสียจากรังสียูวี ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศอากาศร้อนและแดดจัด โดยมีส่วนผสมของกรดเฟอรูลิกเพื่อช่วยปกป้องเส้นผม
ขณะที่ ลักส์ สปาร์คกลิ้ง โกลว์ (LUX Sparkling Glow) นำศาสตร์น้ำหอมและเทรนด์ Skinification มาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำ ผ่านฟองไมโครออกซิเจนและกลิ่นหอมพรีเมียม เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลผิวในชีวิตประจำวัน


FMCG ยุคใหม่ แข่งกันที่ความเร็ว ความเข้าใจ และประสบการณ์
ทิศทางของยูนิลีเวอร์สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม FMCG ที่กำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันรูปแบบใหม่ แบรนด์ที่ชนะไม่ใช่เพียงแบรนด์ที่มีสินค้าอยู่บนชั้นวางมากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคเร็วกว่า แปลงข้อมูลเป็นผลิตภัณฑ์ได้แม่นยำกว่า และสร้างความต้องการในวงกว้างได้ต่อเนื่อง
กลยุทธ์ “Desire at Scale” ของยูนิลีเวอร์จึงไม่ได้มุ่งเพียงการออกสินค้าใหม่ แต่เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความน่าดึงดูด และความเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้บริโภคในระดับกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่เปลี่ยนเร็ว
นายอาซีมกล่าวสรุปว่า ยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ยุคใหม่และความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคไทย พร้อมย้ำว่าการผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคต

