เด็กเกิดน้อย ‘เบบี้ สวิมมิ่ง’ ปรับเกม ขยายตลาดว่ายน้ำทุกวัย

 เด็กเกิดน้อย ‘เบบี้ สวิมมิ่ง’ ปรับเกม ขยายตลาดว่ายน้ำทุกวัย

เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เตรียมจับมือ SAGINUMA ญี่ปุ่น ต่อยอดหลักสูตรนักกีฬาและบริการทุกวัย วางแผนรุกเอเชีย 3–5 ปี พร้อมขยายสาขาปี 2570

“เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์” วางแผน 3–5 ปีขยายตลาดอาเซียน–เอเชีย เตรียมจับมือ SAGINUMA จากญี่ปุ่น เสริมหลักสูตรนักกีฬา ขยายบริการผู้ใหญ่–ผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสลูกค้าเรียนต่อเนื่อง พร้อมเปิดสาขาราชพฤกษ์–สวนผักต้นปี 2570 และเพิ่มแฟรนไชส์ 2–3 แห่ง

โจทย์ท้าทายของธุรกิจสอนว่ายน้ำเด็กในวันที่อัตราการเกิดลดลง คือการสร้างการเติบโตจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ ควบคู่กับการหาตลาดใหม่ “เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์” วางแนวทางผ่านการต่อยอดหลักสูตรจากการว่ายน้ำพื้นฐานสู่เส้นทางนักกีฬา พร้อมเตรียมขยายบริการให้ครอบคลุมผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีพันธมิตรญี่ปุ่นเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรและบุคลากร รองรับทั้งการขยายเครือข่ายในประเทศและแผนรุกตลาดอาเซียน–เอเชียในระยะ 3–5 ปี โดยบริษัทให้น้ำหนักกับการวางระบบควบคุมคุณภาพก่อนเร่งขยายสาขา

ดึงพันธมิตรญี่ปุ่น เสริมระบบสอน–ปั้นโค้ช

ดร.พลภัทร นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ จำกัด และบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินธุรกิจ เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU กับ SAGINUMA SWIMMING CLUB สถาบันสอนว่ายน้ำจากจังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 50 ปี เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรและระบบการเรียนการสอน

ที่ผ่านมา บริษัทใช้หลักสูตรออสเตรเลียเป็นพื้นฐาน มี Academy ของตนเอง และดูแลผู้เรียนมาแล้วกว่า 50,000 คน ส่วนความร่วมมือกับญี่ปุ่นจะเข้ามาเสริมด้านเทคนิคการสอน ระบบฝึกซ้อม และกระบวนการดูแลความปลอดภัย เพื่อต่อยอดการพัฒนาผู้เรียนสู่การแข่งขัน

แนวทางดำเนินงานจะใช้ระบบ Train the Trainer ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ฝึกสอน เพื่อสร้าง Master Trainer และพัฒนาโค้ชรองรับหลักสูตรนักกีฬา รวมถึงโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ฝึกซ้อมที่ประเทศญี่ปุ่นในอนาคต

การเตรียมลงนามความร่วมมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ JETRO Overseas Expansion Hands-on Support ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO

เพิ่มหลักสูตร ขยายโอกาสลูกค้าเรียนต่อเนื่อง

ดร.พลภัทรกล่าวว่า แม้อัตราการเกิดที่ลดลงเป็นความท้าทายของตลาด แต่ฐานลูกค้าของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่ทารกอายุ 4 เดือนถึงเด็กอายุ 15 ปี โดยมุ่งกลุ่มครอบครัวระดับปานกลางถึงระดับบน การประเมินโอกาสทางธุรกิจจึงต้องพิจารณาความต้องการของเด็กหลายช่วงอายุประกอบกัน

ในมุมของบริษัท ผู้ปกครองยังให้ความสำคัญกับการว่ายน้ำในฐานะทักษะชีวิตและกิจกรรมนอกห้องเรียน ขณะที่ผู้เรียนบางส่วนต้องการพัฒนาจากทักษะพื้นฐานไปสู่การเป็นนักกีฬา เป็นโอกาสให้ธุรกิจขยายหลักสูตรเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไปตามวัยและระดับความสามารถ

บริษัทจึงวางแนวทางพัฒนาหลักสูตรนักกีฬา ควบคู่กับการเตรียมขยายบริการสอนว่ายน้ำผู้ใหญ่และการออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ โดยนำองค์ความรู้ของพันธมิตรญี่ปุ่นมาปรับใช้

กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าลูกค้าตลอดช่วงความสัมพันธ์กับแบรนด์ หรือ Customer Lifetime Value จากการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้บริการต่อเนื่องนานขึ้น พร้อมขยายฐานไปยังสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ช่วยเพิ่มช่องทางเติบโตนอกเหนือจากตลาดเด็กเกิดใหม่

เปิดสาขาใหม่ปี 2570 ขยายแฟรนไชส์อีก 2–3 แห่ง

ปัจจุบัน เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ มีเครือข่าย 18 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทบริหารเองประมาณ 40% และสาขาแฟรนไชส์ประมาณ 60% ตามข้อมูลของบริษัท

สำหรับแผนลงทุน บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างสาขาที่บริหารเองในทำเล ราชพฤกษ์–สวนผัก วางกำหนดเปิดบริการต้นปี 2570 พร้อมแผนขยายสาขาแฟรนไชส์อีก 2–3 แห่งในปีเดียวกัน

บริษัทกำหนดบทบาทให้สาขาที่บริหารเองเป็นทั้งสาขาต้นแบบและศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ R&D Center สำหรับพัฒนาหลักสูตรและมาตรฐานการดำเนินงาน ก่อนถ่ายทอดองค์ความรู้และระบบให้เครือข่ายแฟรนไชส์

“หากเราสร้างระบบที่แข็งแกร่งได้ จำนวนสาขาจะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเอง” ดร.พลภัทรกล่าว

แนวทางขยายธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความสามารถในการรักษามาตรฐานของแต่ละสาขา โดยเฉพาะการเรียนการสอนและความปลอดภัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่บริษัทวางไว้ก่อนขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศ

วางแผน 3–5 ปี เจาะอาเซียน–เอเชีย

สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทวางแผนระยะ 3–5 ปี มุ่งสู่อาเซียนและเอเชีย โดยมองว่าความใกล้เคียงด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการเรียนรู้ รวมถึงระยะทางจากประเทศไทย เอื้อต่อการบริหารจัดการและการดูแลเครือข่าย

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเน้นเตรียมระบบภายในให้พร้อมก่อนขยายตลาด เพื่อให้การเติบโตในต่างประเทศรองรับด้วยมาตรฐานการดำเนินงานที่ถ่ายทอดไปยังแต่ละสาขาได้

ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร กล่าวว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เติบโตจากความไว้วางใจของผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่วนทิศทางระยะต่อไปจะมุ่งพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดสากล

ความร่วมมือกับญี่ปุ่นจะครอบคลุมการพัฒนาโค้ช การแลกเปลี่ยนนักกีฬาเยาวชน และการถ่ายทอดแนวทางดูแลความปลอดภัย ทั้งการประเมินความเสี่ยงรอบสระ การปฐมพยาบาล และการดูแลผู้เรียน รวมถึงเทคนิคการสอนสำหรับผู้ใหญ่และกิจกรรมทางน้ำสำหรับผู้สูงอายุ

ด้านยูซึรุ โอกุระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส แอนด์ เอฟ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ SAGINUMA SWIMMING CLUB กล่าวว่า การผสานระบบฝึกฝนของญี่ปุ่นกับประสบการณ์และเครือข่ายของเบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ จะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนและเพิ่มโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวสู่การแข่งขันระดับสากล

แผนธุรกิจครั้งนี้สะท้อนการให้น้ำหนักกับการขยายหลักสูตรควบคู่กับการขยายสาขา โดยมีระบบพัฒนาโค้ชและการควบคุมคุณภาพเป็นฐานรองรับ เป้าหมายระยะต่อไปจึงอยู่ที่การนำองค์ความรู้จากพันธมิตรมาพัฒนาเป็นบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้หลายช่วงวัย และรองรับการเติบโตของเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทันข่าวธุรกิจ YouTube

ดูทั้งหมด

Related post