“ศิลปินสร้างศิลปิน” ปิดฉากสุดประทับใจ! มหกรรมศิลปะกลางกรุงจุดพลุเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันวัฒนธรรมไทยเป็นทุนอนาคต
“ศิลปินสร้างศิลปิน” ปิดฉากสุดประทับใจ! มหกรรมศิลปะกลางกรุงจุดพลุเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันวัฒนธรรมไทยเป็นทุนอนาคต
หลังจากเปิดม่านมาตลอด 3 วันเต็ม งาน “ศิลปินสร้างศิลปิน” ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรม ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ปิดฉากลงอย่างงดงามเมื่อค่ำวันที่ 28 กันยายน 2568 ท่ามกลางความประทับใจของประชาชนที่หลั่งไหลเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย งานนี้นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัฒนธรรมไทยในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีพลังไม่แพ้ภาคอุตสาหกรรมใด
บรรยากาศตลอดทั้งงานเปรียบเสมือนการจำลองเมืองแห่งศิลปะกลางกรุง ที่ผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัยไว้ในพื้นที่เดียวอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโนรา เพลงโคราช ลำตัด หุ่นละครเล็ก ไปจนถึงโชว์ฟิวชันจากศิลปินรุ่นใหม่ที่ดึงดูดความสนใจจากคนเมืองได้อย่างน่าทึ่ง จุดเด่นที่สร้างกระแสอย่างมากในโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย คือคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ “MILLI”, “URBOYTJ” และ “ซานิ นิภาภรณ์” ที่ขนเพลงฮิตมาสร้างสีสันให้กับเวทีศิลปะอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแสงสีเสียง คือการออกแบบงานอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศ “ศิลปินสร้างศิลปิน” ไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์ แต่เป็นโมเดลที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเดินร่วมกับตลาด และวัฒนธรรมไทยสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในโซน CPOT (Cultural Product of Thailand) ซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่นำผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมมาแปรรูปเป็นสินค้าร่วมสมัย ทั้งอาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก งานหัตถกรรม และของใช้ออกแบบใหม่ ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเกิดการซื้อขายจริงทันทีในงาน สะท้อนว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยยังมีความร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ หากมีการจัดวางอย่างมีกลยุทธ์
นอกจากนี้ การที่เยาวชนจาก 9 จังหวัดทั่วประเทศซึ่งผ่านการอบรมในโครงการ “ศิลปินสร้างศิลปิน” ได้มีโอกาสขึ้นเวทีระดับชาติ นำเสนอผลงานศิลปะหลากแขนง ทั้งจิตรกรรม ดนตรี ประติมากรรม และศิลปะร่วมสมัย เป็นการยืนยันว่า Soft Power ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนดังเพียงไม่กี่คน แต่สามารถถูกปลูกฝังและส่งเสริมได้จากระดับฐานราก หากได้รับพื้นที่และโอกาสอย่างเหมาะสม
เมื่อวัฒนธรรมถูกวางไว้ไม่ใช่แค่ “ภาพจำจากอดีต” แต่เป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่จับต้องได้ มีมูลค่าจริง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม ทั้งหมดนี้คืองานต้นแบบที่บอกว่า ประเทศไทยมีสิ่งล้ำค่าอยู่แล้วในมือ เพียงแต่ต้องนำเสนอในภาษาที่โลกฟังออก และเชื่อมโยงเข้ากับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ให้เป็นรูปธรรมอย่างที่มหกรรมนี้ได้ทำไว้



แม้งานจะปิดฉากลงแล้วในวันนี้ แต่พลังที่ส่งออกจากเวทีแห่งศิลปะนี้จะยังคงก้องกังวานในแนวคิดของผู้คนที่ได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักท่องเที่ยว ช่างฝีมือ หรือผู้ประกอบการ เพราะทุกคนต่างได้รับข้อความเดียวกันอย่างชัดเจนว่า วัฒนธรรมไทยไม่ใช่แค่ “ของดีที่ต้องรักษา” แต่คือ “โอกาสทางเศรษฐกิจที่ต้องรีบต่อยอด”

