สินค้าจีนเปลี่ยนเกมธุรกิจไทย ขาดดุลพุ่ง 6.27 หมื่นล้านดอลลาร์ ใครได้-ใครเสียในสงครามราคา
เจาะการค้าไทย-จีน 8 เดือนปี 2569 ไทยขาดดุลจีน 62,705 ล้านดอลลาร์ สินค้าจีนกำลังเปลี่ยนการแข่งขันอย่างไร ธุรกิจไทยและ SME กลุ่มไหนต้องเร่งปรับตัว
สินค้าจีนกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจไทย หลัง 8 เดือนแรกปี 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 62,705 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการนำเข้าที่เร่งตัว แต่เบื้องหลังตัวเลขขาดดุลไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ของจีนราคาถูก” เพราะอีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบและชิ้นส่วนจำนวนมากเพื่อรองรับภาคการผลิต คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ธุรกิจไทยจะเปลี่ยนการแข่งขันครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร
Key Points
- 8 เดือนแรกปี 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 62,705.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เพียงเดือนสิงหาคม ไทยขาดดุลการค้ากับจีนอีก 7,575.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การนำเข้าจากจีนไม่ได้มีเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก แต่ครอบคลุมเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่ธุรกิจไทยใช้ในการผลิต
- ผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะ SME ที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกับสินค้านำเข้าจากจีน เผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
- อุตสาหกรรมที่ต้องจับตา ได้แก่ เหล็กและโลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง
- โจทย์ของธุรกิจไทยจึงไม่ใช่การแข่งว่า “ใครขายถูกกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแตกต่างด้วยแบรนด์ คุณภาพ บริการ ความเร็ว และตลาดเฉพาะกลุ่ม
8 เดือน ขาดดุลจีนทะลุ 6.27 หมื่นล้านดอลลาร์
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีนกำลังเดินเข้าสู่จุดที่ภาคธุรกิจต้องจับตามากกว่าตัวเลขการนำเข้าและส่งออกตามปกติ
ข้อมูลการค้าล่าสุดในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 พบว่า ไทยขาดดุลการค้ากับจีนแล้ว 62,705.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 2 ล้านล้านบาท หากคำนวณโดยประมาณตามอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงปัจจุบัน
เฉพาะเดือนสิงหาคมเดือนเดียว ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 7,575.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่การนำเข้าของไทยโดยรวมเร่งตัวอย่างมาก โดย 8 เดือนแรกปี 2569 ไทยนำเข้าสินค้ารวม 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.1% ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.9%
จึงเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจีน กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกิจไทย
คำตอบอาจซับซ้อนกว่าภาพของ “สินค้าจีนราคาถูก” ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย
จีนไม่ได้ส่งมาแค่ของราคาถูก
เมื่อพูดถึงสินค้าจีน ภาพแรกของผู้บริโภคจำนวนมากอาจเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือสินค้าราคาต่ำบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
แต่โครงสร้างการนำเข้าของไทยกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่ง
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับจีนมีมูลค่ารวม 108,804 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ไทยส่งออกไปจีน 26,837 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.17% ขณะที่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 38.49% ส่งผลให้ช่วงเวลาดังกล่าวไทยขาดดุลจีน 55,130 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 59.31%
หนึ่งในสินค้าที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นโดดเด่นคือ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ซึ่งมีมูลค่า 19,373 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นประมาณ 83%
ตัวเลขนี้มีความหมายต่อการอ่านสถานการณ์อย่างมาก
เพราะหมายความว่า การนำเข้าจากจีนไม่ได้เกิดจากผู้บริโภคไทยซื้อสินค้าจีนมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจและโรงงานในประเทศไทยที่กำลังนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากจีนเข้าสู่กระบวนการผลิต
ดังนั้น “การขาดดุลจีน” จึงไม่สามารถตีความตรงไปตรงมาว่าเป็นข่าวร้ายทั้งหมด
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง
เมื่อของถูกไม่ได้อยู่แค่บนแพลตฟอร์มออนไลน์
สิ่งที่น่าจับตามากกว่าตัวเลขขาดดุล คือระดับการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนไปในตลาดไทย
การศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การนำเข้าสินค้าจากจีนของไทยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่สินค้านำเข้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นประมาณ 20%
ในมุมผู้บริโภค นี่คือประโยชน์อย่างชัดเจน
ผู้ซื้อมีสินค้าให้เลือกมากขึ้น และสามารถซื้อสินค้าในราคาต่ำลง
แต่สำหรับผู้ผลิต ภาพกลับแตกต่างออกไป
ธปท. ประเมินว่า ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกับสินค้านำเข้าจากจีน มีมากกว่า 200,000 ราย และเกี่ยวข้องกับแรงงานมากกว่า 2 ล้านคน
คนกลุ่มนี้กำลังเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคู่แข่งไม่ได้อยู่เพียงโรงงานข้างบ้านหรือบริษัทไทยด้วยกันอีกต่อไป
คู่แข่งอาจเป็นโรงงานขนาดใหญ่ในจีนที่มี Economy of Scale สูงกว่า มี Supply Chain ครบกว่า และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้โดยตรง
นี่คือเหตุผลที่การแข่งขันของธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การแข่งขันในประเทศ” ไปสู่ “การแข่งขันกับ Supply Chain ระดับโลก” แม้บริษัทนั้นจะไม่เคยส่งออกสินค้าเลยก็ตาม
4 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยอยู่แนวหน้าของการแข่งขัน
งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับ China Flooding พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และสิ่งทอ
อุตสาหกรรมเหล่านี้รวมกันมีขนาดประมาณหนึ่งในสี่ของภาคการผลิตไทย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในระบบประกันสังคมราว 800,000 คน
ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนยังเพิ่มบทบาทในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ เช่น เหล็ก เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง
ประเด็นนี้จึงใหญ่กว่าการแข่งขันระหว่างร้านค้าออนไลน์
เพราะหากผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันต่อเนื่อง ผลกระทบสามารถส่งผ่านจากยอดขายและกำไรของบริษัท ไปถึงการลงทุน การจ้างงาน และท้ายที่สุดคือกำลังซื้อภายในประเทศ
ทำไมจีนจึงขายได้ถูก?
คำตอบไม่ได้มีเพียงค่าแรง
จีนมีฐานการผลิตขนาดใหญ่และ Supply Chain ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงาน ชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มขายสินค้า
เมื่อผลิตในปริมาณมาก ต้นทุนต่อหน่วยจึงลดลง
ขณะเดียวกัน ปัญหาอุปทานส่วนเกินหรือ Overcapacity ในอุตสาหกรรมบางประเภท ประกอบกับการบริโภคภายในจีนที่ชะลอลง และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ผู้ผลิตจีนมีแรงจูงใจในการหาตลาดใหม่มากขึ้น
อาเซียนและประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ
ผลที่ตามมาคือ สินค้าบางประเภทไม่ได้เข้ามาเพียง “จำนวนมากขึ้น” แต่ยังเข้ามาพร้อมราคาที่ลดลง ทำให้ผู้ประกอบการไทยซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต้องเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่งต้องรักษายอดขาย
อีกด้านต้องรักษากำไร
และการลดราคาเพื่อแข่งขันอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน
แต่ธุรกิจไทยบางกลุ่มกลับได้ประโยชน์
อีกด้านที่ไม่ควรมองข้ามคือ สินค้าจีนราคาต่ำกำลังช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจไทยบางประเภทเช่นกัน
ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีในราคาที่ต่ำลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ
ผู้ค้าออนไลน์สามารถเข้าถึงสินค้าจำนวนมากโดยไม่ต้องมีโรงงานเป็นของตัวเอง
โรงงานไทยสามารถนำเข้าเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่ในอดีตอาจมีราคาสูงเกินกว่าที่จะลงทุนได้
ดังนั้น จีนจึงกำลังทำหน้าที่พร้อมกันสองด้านในเศรษฐกิจไทย
เป็นทั้ง “คู่แข่ง” ของผู้ผลิตไทย และเป็น “ซัพพลายเออร์” ที่ช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจไทยอีกจำนวนมาก
ผู้ที่จะอยู่รอดจึงอาจไม่ใช่บริษัทที่ต่อต้านสินค้านำเข้าได้ดีที่สุด แต่เป็นบริษัทที่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จาก Supply Chain ใหม่อย่างไร โดยไม่สูญเสียความสามารถในการสร้างมูลค่าของตัวเอง
ธุรกิจไทยต้องเลิกแข่งในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ
หากโรงงานจีนสามารถผลิตสินค้าแบบเดียวกันในต้นทุนที่ต่ำกว่า การพยายามลดราคาเพื่อแข่งขันทุกครั้งย่อมมีข้อจำกัด
โจทย์สำคัญของธุรกิจไทยจึงต้องขยับจาก Price Competition ไปสู่ Value Competition
นั่นหมายถึงการสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในสิ่งที่สินค้าราคาต่ำทดแทนได้ยาก
ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ การรับประกัน บริการหลังการขาย ความรวดเร็วในการให้บริการ การออกแบบ ความเข้าใจผู้บริโภคไทย หรือการพัฒนาสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม
สำหรับ SME บางราย คำตอบอาจไม่ใช่การผลิตทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป
ธุรกิจสามารถใช้จีนเป็นแหล่งวัตถุดิบหรือฐานการผลิตบางส่วน แล้วนำความได้เปรียบของไทยมาเพิ่มมูลค่าในส่วนของการออกแบบ แบรนด์ บริการ การตลาด หรือ Distribution
เพราะในวันที่ใครก็สามารถสั่งสินค้าแบบเดียวกันจากโรงงานได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างจะไม่ใช่แค่ “สินค้า”
แต่คือสิ่งที่ธุรกิจสร้างเพิ่มขึ้นรอบตัวสินค้านั้น
จาก “Made in Thailand” สู่โจทย์ว่าไทยสร้างมูลค่าได้เท่าไร
การขาดดุลการค้ากับจีนกว่า 6.27 หมื่นล้านดอลลาร์จึงไม่ควรถูกอ่านเป็นเพียงตัวเลขที่บอกว่าไทยซื้อสินค้าจีนมากเกินไป
สิ่งที่ควรถามมากกว่าคือ ประเทศไทยนำเข้าสิ่งเหล่านั้นมาแล้วสร้างมูลค่าต่อได้มากเพียงใด
หากนำเข้าเครื่องจักรจีนเพื่อสร้างโรงงานที่มีผลิตภาพสูงขึ้น นั่นสามารถกลายเป็นการลงทุน
หากนำเข้าชิ้นส่วนแล้วประเทศไทยสามารถประกอบ พัฒนา และส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่า นั่นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ
แต่หากสินค้าเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศโดยตรง โดยผู้ผลิตไทยไม่สามารถยกระดับสินค้าและแรงงานไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
เพราะการแข่งขันกับจีนอาจไม่ใช่การแข่งขันที่ประเทศไทยสามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว
สิ่งที่เลือกได้คือ ธุรกิจไทยจะอยู่ตรงส่วนไหนของห่วงโซ่มูลค่าใหม่
ในวันที่ “ราคาถูก” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด การอยู่รอดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถขายถูกที่สุด
แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถสร้างสิ่งที่การแข่งขันด้านราคาเอาชนะไม่ได้







