เงินเดือนหายไปไหน? ทำไมคนไทยมีงานทำ แต่ยังรู้สึกจนลงทุกปี

 เงินเดือนหายไปไหน? ทำไมคนไทยมีงานทำ แต่ยังรู้สึกจนลงทุกปี

เงินเดือนหายไปไหน? ทำไมคนไทยมีงานทำ แต่ยังรู้สึกจนลงทุกปี

ในวันที่ร้านอาหารตามสั่งหนึ่งจานแตะ 60–80 บาท ค่ารถเดินทางรายวันกลายเป็นภาระประจำเดือน และค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่างกาแฟ อินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ หรือค่าผ่อนของใช้จำเป็นรวมกันแล้วกลายเป็นยอดที่ไม่น้อย คำถามที่คนทำงานจำนวนมากพูดเหมือนกันคือ “เงินเดือนหายไปไหน?”

คำถามนี้ไม่ใช่แค่เสียงบ่นในโลกออนไลน์ แต่กำลังสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่เปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ คนไทยจำนวนมากไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยอย่างที่ถูกกล่าวหาเสมอไป หากแต่กำลังอยู่ในสภาพที่รายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย และเมื่อเงินสดไม่พอ หนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือประคองชีวิตประจำวัน

ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 28,151 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 21,984 บาท โดยหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุด 8,118 บาท รองลงมาคือค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน 4,678 บาท และค่าเดินทาง 3,405 บาท 

ตัวเลขเหล่านี้ดูเหมือนครัวเรือนยัง “เหลือเงิน” หากมองแบบบัญชีง่าย ๆ แต่ชีวิตจริงซับซ้อนกว่านั้น เพราะค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้มาอย่างสม่ำเสมอ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอม ค่าซ่อมรถ ค่าเช่าบ้าน เงินช่วยครอบครัว หรือภาระหนี้เดิมที่ต้องจ่ายทุกเดือน เมื่อรายจ่ายฉุกเฉินเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว สมดุลทั้งเดือนก็อาจพังทันที

หนี้ไม่ได้เกิดจากความอยากได้เสมอไป แต่เกิดจากการต้องอยู่รอด

สิ่งที่น่ากังวลคือ หนี้ของครัวเรือนไทยจำนวนมากไม่ใช่หนี้เพื่อสร้างรายได้ แต่เป็นหนี้เพื่อประคองการใช้ชีวิต ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยชี้ว่า ไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่ในสัดส่วนค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อาจไม่สร้างรายได้ อีกทั้งยังอยู่กับลูกหนี้ที่มีปัญหาความสามารถในการจ่ายคืน 

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทย จากเดิมที่หนี้อาจหมายถึงการลงทุน ซื้อบ้าน เปิดร้าน หรือขยายกิจการ วันนี้หนี้จำนวนหนึ่งกลายเป็นสะพานสั้น ๆ เพื่อให้ผ่านสิ้นเดือนไปได้ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ผ่อนโทรศัพท์ ผ่อนรถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่การนำของไปจำนำ

รายงานข่าวอ้างข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยว่า หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือ 86.7% ต่อจีดีพี โดยมีการเพิ่มขึ้นของหนี้จากสหกรณ์ ลีสซิ่ง สินเชื่อส่วนบุคคล และโรงรับจำนำ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องของครัวเรือน 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “คนไทยเป็นหนี้มากแค่ไหน” แต่คือ “คนไทยเป็นหนี้เพื่ออะไร” หากหนี้ถูกใช้เพื่อสร้างอนาคต สังคมยังพอมีทางเดิน แต่หากหนี้ถูกใช้เพื่อซื้อเวลาในชีวิตประจำวัน นั่นหมายความว่าระบบรายได้และค่าครองชีพกำลังไม่สมดุล

ชนชั้นกลางใหม่: ดูเหมือนไม่จน แต่ไม่มั่นคง

ในเมืองใหญ่ เราเห็นคนทำงานแต่งตัวดี ใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟน กินข้าวในห้าง หรือเดินทางด้วยรถส่วนตัว ภาพเหล่านี้ทำให้หลายคนเข้าใจว่า “ยังไหว” แต่ภายใต้ภาพลักษณ์นั้น อาจมีภาระผ่อนบัตร ผ่อนรถ ค่าเช่าห้อง เงินกู้การศึกษา และเงินส่งกลับบ้านต่างจังหวัด

นี่คือชนชั้นกลางแบบใหม่ที่น่าจับตา: ไม่ได้ยากจนจนเข้าเกณฑ์ช่วยเหลือของรัฐ แต่ก็ไม่ได้มั่นคงพอจะรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ พวกเขาอยู่ระหว่างกลางของระบบ เป็นกลุ่มที่มีรายได้ แต่ไม่มีพื้นที่ผิดพลาดมากนัก

หากป่วยหนึ่งครั้ง รายได้สะดุดหนึ่งเดือน หรือถูกลดโอทีเพียงเล็กน้อย สภาพคล่องทั้งครัวเรือนอาจสั่นคลอนทันที ความเปราะบางแบบนี้ไม่ปรากฏชัดในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ แต่ปรากฏชัดในชีวิตรายวันของคนทำงาน

ค่าครองชีพแพงกว่าเดิม หรือความหวังแพงขึ้น?

เมื่อพูดถึงค่าครองชีพ หลายคนมักมองแค่ราคาข้าวของ แต่จริง ๆ แล้ว “ความหวัง” ก็มีต้นทุนแพงขึ้นเช่นกัน การมีบ้านต้องใช้เงินก้อนใหญ่ขึ้น การมีลูกต้องคิดหนักขึ้น การเรียนพิเศษกลายเป็นต้นทุนแข่งขัน การย้ายงานต้องมีเงินสำรอง และการแก่ตัวอย่างมีคุณภาพก็ต้องใช้เงินมากกว่าที่คนรุ่นก่อนเคยจินตนาการ

ในอดีต คนทำงานอาจเชื่อว่าขยัน ประหยัด และอดทน จะพอสร้างอนาคตได้ แต่วันนี้สูตรเดียวกันเริ่มไม่แน่นอน เพราะรายได้จำนวนมากถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็นก่อนจะกลายเป็นเงินออม

นี่อาจเป็นเหตุผลที่คอนเทนต์เกี่ยวกับ “ลาออกไปใช้ชีวิต”, “ย้ายประเทศ”, “เกษียณก่อนวัย”, “อาชีพเสริม”, “รายได้หลายทาง” หรือ “ชีวิตไม่ต้องรวยแต่ต้องรอด” ได้รับความสนใจสูงในโลกออนไลน์ เพราะมันไม่ได้ขายความฝันอย่างเดียว แต่มันแตะความเหนื่อยจริงของคนจำนวนมาก

ทางออกไม่ใช่แค่สอนคนประหยัด

แน่นอนว่า วินัยทางการเงินยังสำคัญ แต่การบอกให้คน “ประหยัดกว่านี้” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากรายได้พื้นฐานไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และโครงสร้างหนี้ยังผลักให้คนพึ่งพาสินเชื่อระยะสั้นเพื่ออยู่รอด

ปัญหานี้จึงต้องการคำตอบหลายชั้น ทั้งการเพิ่มรายได้จริง การพัฒนาทักษะแรงงาน การควบคุมต้นทุนจำเป็นบางประเภท การออกแบบสวัสดิการที่ตรงกลุ่ม และการแก้หนี้ที่ไม่ใช่แค่พักชำระ แต่ต้องทำให้คนกลับมายืนได้ในระยะยาว

ธนาคารแห่งประเทศไทยเองระบุว่า ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง 

บทสรุป: ประเทศที่คนทำงานยังกลัวสิ้นเดือน

เรื่องเงินเดือนหายไปไหน จึงไม่ใช่คำถามเล่น ๆ บนโต๊ะอาหารกลางวัน แต่มันคือคำถามทางสังคมที่ใหญ่กว่านั้น: คนทำงานในประเทศนี้ยังสามารถวางแผนชีวิตได้มากแค่ไหน?

หากคนจำนวนมากมีงานทำแต่ยังไม่กล้าป่วย มีรายได้แต่ไม่กล้ามีลูก มีเงินเดือนแต่ไม่กล้าฝันถึงบ้าน มีบัตรเครดิตแต่ไม่มีเงินสำรอง นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจไม่ได้มีปัญหาแค่ตัวเลขการเติบโต แต่มีปัญหาที่ความมั่นคงพื้นฐานของชีวิตประชาชน

ประเทศไทยอาจไม่ขาดคนขยัน แต่กำลังขาดระบบที่ทำให้ความขยันแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นคงได้จริง

และตราบใดที่คำถาม “เงินเดือนหายไปไหน” ยังดังขึ้นทุกสิ้นเดือน บทสนทนาเรื่องค่าครองชีพ หนี้ และอนาคตของคนไทย ก็จะยังเป็นประเด็นที่ไม่มีวันตกยุค

Related post