MOSHI เพิ่มสัดส่วนจ่ายปันผลเป็น 60% เคาะหุ้นละ 1.22 บาท ขึ้น XD 29 เม.ย.
MOSHI เพิ่มสัดส่วนจ่ายปันผลเป็น 60% เคาะหุ้นละ 1.22 บาท ขึ้น XD 29 เม.ย.
MOSHI เดินหน้านโยบายคืนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น อนุมัติจ่ายปันผลปี 2568 หุ้นละ 1.22 บาท รวมมูลค่ากว่า 402.59 ล้านบาท พร้อมปรับเพิ่ม Payout Ratio เป็น 60% สะท้อนฐานะการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ขึ้น XD วันที่ 29 เม.ย. 2569 จ่ายเงิน 22 พ.ค.นี้
บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI อนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 1.22 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 402.59 ล้านบาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 29 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
สาระสำคัญของการจ่ายปันผลครั้งนี้อยู่ที่การปรับเพิ่มสัดส่วนการจ่ายเงินปันผล หรือ Payout Ratio จากเดิม 50% เป็น 60% ของกำไรสุทธิ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทต่อความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสด และฐานะทางการเงินในระยะถัดไป
การขยับ Payout Ratio ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดทุนให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีทั้งการเติบโตของกำไรและนโยบายคืนผลตอบแทนที่ชัดเจน ขณะเดียวกันยังตอกย้ำภาพของ MOSHI ในฐานะหุ้นค้าปลีกที่มีโครงสร้างธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง
ด้าน นายสง่า บุญสงเคราะห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MOSHI วางเป้าหมายปี 2569 ให้รายได้เติบโต 15-20% พร้อมเดินหน้าขยายสาขาใหม่อีก 35 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มพื้นที่การขายและขยายฐานลูกค้าในทำเลศักยภาพ
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนประมาณ 420 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาคลังสินค้าและรองรับการขยายเครือข่ายสาขาใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้า การกระจายสินค้า และการรองรับการเติบโตในระยะยาว
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในปี 2569 ได้แก่ ทิศทางกำลังซื้อของผู้บริโภค อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม ต้นทุนการดำเนินงาน และความสามารถในการรักษาอัตรากำไร ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ยังอยู่ในระดับสูง


ในเชิงกลยุทธ์ MOSHI ยังคงมีจุดเด่นจากโมเดลธุรกิจค้าปลีกเฉพาะทาง การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และการบริหารสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยการเพิ่ม Payout Ratio เป็น 60% ยิ่งทำให้หุ้นมีมิติเพิ่มขึ้นทั้งด้านการเติบโตและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความต่อเนื่องของกำไร ความสำเร็จของการเปิดสาขาใหม่ และภาวะกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป

