ฝ่าคลื่นเลย์ออฟที่ถาโถม ทำอย่างไรจะพลิกเกมส์ให้รอด?
ฝ่าคลื่นเลย์ออฟที่ถาโถม ทำอย่างไรจะพลิกเกมส์ให้รอด?
บทความโดย มาย เสาวคนธ์ ศิรกิดากร ประธานบริหาร สถาบัน Talent Transformer
หากจับตากระแสข่าวคราวการเลิกจ้างจำนวนมาก นับตั้งแต่ปลายปี 2025 จนถึง ต้นปี 2026 นี้ จะพบการประกาศเลิกจ้างอย่างหนาตาในสื่อธุรกิจระดับโลก ที่น่าสนใจไปว่านั้น เมื่อเจาะลึกลงไปในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลขับเคลื่อนโลกธุรกิจ อย่างฟอร์จูน 50 ก็ได้พบว่า การเลิกจ้างจำนวนมหาศาลในกลุ่มบริษัทฟอร์จูน 50 สูงถึง 40%

ไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ 1) อะเมซอน ที่เลิกจ้างไปแล้วเมื่อปลายปี 2025 14,000 อัตรา และเพิ่งประกาศเร็วๆนี้ ว่าจะเลย์ออฟอีก 16,000 อัตรา
2) ไมโครซอฟท์ เลิกจ้างรวมกันในปีที่แล้ว 15,000 อัตรา
3) UPS ประกาศแผนงานการเลิกจ้างในปีนี้ 30,000 อัตรา
4) Intel ปรับลดพนักงาน 22,000 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ทำไมบริษัทร่ำรวยระดับ Fortune 50 ถึงยังเลิกจ้าง?
เหตุผลต่างกันออกไปในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมและผลประกอบการ แต่ต้นเหตุหลัก คงปฎิเสธไม่ได้ ว่าเป็นเพราะระเบียบโลกธุรกิจใหม่ บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านไปใช้ AI มีการนำเอาระบบ Automation มาใช้ในกระบวนการหลัก การปรับโครงสร้างเพื่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพ การลดค่าใช้จ่ายเรื่องบุคลากร (Labor cost) เพื่อโยกงบประมาณไปลงทุนในเรื่อง Data Center ใช้ AI และ Robotic มาทดแทนพนักงานที่ทำหน้าที่สนับสนุนลูกค้า รวมไปถึง กอบกู้สถานะการเงินที่ย่ำแย่ และการจ้างงานเกินจำเป็นช่วงหลังโควิด


ทักษะที่ขายได้ ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว (Skill shift)
เมื่อมองหลากมุมในเรื่องการลดคน ยังมีมิติหนึ่งที่คนทำงานไทยเราควรตระหนักว่า ภายใต้ตัวเลขคลื่นลมเลย์ออฟที่ถาโถม เราจะพบว่า โลกการทำงานอยู่ในโหมด การเปลี่ยน “ประเภททักษะ” ที่องค์กรต้องการ (Skill Shift) แม้ AI และ Big Data จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกการทำงานตลอดกาล แต่หากเราไหวตัวก่อน เร่งมือพัฒนาทักษะที่เป็นที่ต้องการ แม้เราจะไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ แต่เราก็ยังอยู่ในเมนู และเป็นเมนูระดับ Signature เสียด้วย
สำหรับคนทำงานไทย ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ขอแนะนำให้เร่งพัฒนาตนเองใน 4 ทักษะนี้ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยให้รอด แต่เป็นการสร้าง “แต้มต่อ” เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับตนเองด้วย

1. ทักษะความฉลาดทางดิจิทัลและ AI (AI & Digital Literacy)
ความสามารถในการเข้าถึง จัดการ และสร้างสรรค์งาน โดย Generative AI และ Prompt engineering เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล (Data-Driven Decision Making)
ทักษะนี้คือ “ใบเบิกทาง” ของยุคปัจจุบัน หากคนทำงานไทยสามารถใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว จะช่วยลดเวลาทำงานที่ไม่จำเป็นได้มหาศาล ทำให้มีเวลาไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้มากขึ้น ในบ้านเรา SCBX ประกาศตัวเป็น “AI-First Organization” มีการฝึกอบรมพนักงานทุกระดับให้ใช้ AI ในกระบวนการทำงานจริง และมีโครงการพัฒนา AI สัญชาติไทย อีกด้วย
2. ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และนวัตกรรม (Analytical Thinking & Innovation)
การรู้จักตั้งคำถาม การคัดกรองข้อมูล และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนด้วยวิธีการใหม่ๆ รวมถึงความกล้าที่จะลองผิดลองถูกเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ในโลกที่ AI ให้คำตอบเราได้เกือบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ดูดวง แต่ “การตั้งคำถามที่ถูกต้อง” “ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์” และ “การประเมินความสมเหตุสมผล” จึงสำคัญกว่าเดิมมาก ทักษะนี้ช่วยให้คนทำงานโดดเด่นกว่า AI เพราะสามารถจัดการกับสถานการณ์ หรืองานที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวได้ ในเมืองไทย SCG เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ในการพัฒนาการแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรม ด้วย Design Thinking และการคิดวิเคราะห์เพื่อความยั่งยืน
3. ทักษะการบริหารจัดการตนเองและสังคม (Self-Management & Social Skills)
การบริหารจัดการตนเอง มีความฉลาดทางอารมณ์ ความสามารถในการสื่อสาร เห็นอกเห็นใจ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลาย

ทักษะความเป็นมนุษย์ (Soft Skills) คือ เสาหลักที่ AI แทนที่ไม่ได้ โดยเฉพาะ การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Resilience) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้รักษาความสัมพันธ์ในทีมและประคองตัวให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ สำหรับตัวอย่างในเมืองไทย KBTG เป็นตัวอย่างที่ดี ของการเน้นวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง (One KBTG) และการพัฒนา Soft Skills สำหรับบุคลากรสาย Tech เพื่อให้สื่อสารและทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานต่างสายงานได้ดี
นอกจากจากทักษะแบบ AI Native และ Human Centric แล้ว ในปี 2026 นี้ ภาษาที่สามจะช่วยสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” (Competitive Advantage) ให้คนทำงานอย่างมาก ตามกลไกและทิศทางการลงทุนเศรษฐกิจโลก
1.ภาษาจีน (Mandarin)
จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 1 และไทยเราก็เป็นแหล่งลงทุนหลัก โดยเฉพาะเทคโนโลยี EV และ E-commerce การรู้ภาษาจีนจะช่วยเปิดโอกาสการเติบโตทางอาชีพ และโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค
2.ภาษาญี่ปุ่น (Japanese)
ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและยานยนต์ของไทย หากทำงานในสายวิศวกรรม โรงงาน หรือการบริหารจัดการ การรู้ภาษาญี่ปุ่นจะช่วยให้การสื่อสาร การเจรจาต่อรองและสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า ลูกค้า อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้โลกการทำงานในปีนี้ดูขมุกขมัว เพราะเศรษฐกิจภาพใหญ่ของไทยยังเติบโตช้า แต่การทำงานด้วยความไม่ประมาท เร่งพัฒนาตนเองด้วยทักษะที่ขายได้และเป็นที่ต้องการ บวกความสามารถทางภาษาที่สาม เชื่อแน่ว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของคนทำงานไทยย่อมไม่เป็นรองใคร และไปต่อได้ในคลื่น AI Tsunami ค่ะ
