FED ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง สัญญาณความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก
FED ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง สัญญาณความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ประกาศ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม 2025 โดยเป็นการลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกันในปีนี้ ทำให้ระดับ Federal Funds Rate อยู่ที่ 3.5%–3.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเอกฉันท์ — มีสมาชิกคณะกรรมการ 9 เสียงเห็นชอบและ 3 เสียงคัดค้าน แสดงถึงความกังวลและความแตกต่างของมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่อง แรงกดดันเงินเฟ้อและการชะลอตัวของตลาดแรงงาน
FED ยังประกาศ เริ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ในเชิงเทคนิคเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบตลาดเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า Fed ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินอย่างชัดเจน
มุมมองเศรษฐกิจมหภาค: ทำไม FED เลือกผ่อนคลาย?
แรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แม้ว่าสถานการณ์เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% แต่ข้อมูลด้านการจ้างงานเริ่มอ่อนตัว และบางสัญญาณการเติบโตของ GDP มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจกำลังเข้าสู่ช่วง “ชะลอตัวเชิงลึก” มากขึ้น การลดดอกเบี้ยจึงเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนในประเทศ
ตอบรับต่อตลาดทุน
หลังประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ดัชนีหลักเช่น S&P 500, Dow Jones และ Nasdaq ปรับตัวดีขึ้นทันที สิ่งนี้สะท้อนความคาดหวังว่าการผ่อนคลายนโยบายจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนของเงินทุนสำหรับบริษัทต่าง ๆ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย — ไม่ได้อยู่ห่างไกล
1. ค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้าย
เมื่อตลาดการเงินสหรัฐฯ มีนโยบายผ่อนคลายมากขึ้น ดอกเบี้ยพันธบัตรและพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ทำให้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์สหรัฐฯ ต่ำลง นั่นอาจทำให้ เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทย ซึ่งอาจเป็นบวกต่อ ค่าเงินบาท และ หุ้นทุนไทย, โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อเงินทุนต่างชาติ เช่น อสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี
2. ต้นทุนเงินกู้และศักยภาพการลงทุนของภาคธุรกิจไทย
การลดดอกเบี้ยของ Fed มักส่งผลให้ อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกในแนวโน้มลดลง และธนาคารกลางไทย (BOT) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจภายในประเทศสู่ระดับที่กระตุ้นการขยายตัวของภาคเอกชนและการลงทุนภาคอุตสาหกรรม
ภาคธุรกิจไทยที่พึ่งพาเงินทุนกู้ยืม เช่น สินเชื่อ SME, การซื้อเครื่องจักร, โครงการโรงงานใหม่ๆ อาจได้รับผลบวกจากต้นทุนทางการเงินที่ถูกลงในระยะกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ และ ผู้ประกอบการที่มีหนี้สกุล USD อาจช่วยลดภาระดอกเบี้ยและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น
3. การส่งออกและการค้าต่างประเทศ
แรงกดดันจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศและ การเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำหรับการส่งออกไทย แต่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอาจช่วยหนุน คำสั่งซื้อจากต่างประเทศ และลดต้นทุนการเงินของผู้ส่งออก เช่น กลุ่มเกษตรแปรรูปและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการลงทุนในต่างประเทศ
4. นักลงทุนไทย: ความเสี่ยงและโอกาส
นักลงทุนไทยที่ถือ ตราสารหนี้ต่างประเทศ หรือพอร์ตที่มีการเปิด Hedge สกุลเงินกับ USD ต้องจับตาการอ่อนค่าของดอลลาร์อเมริกา ซึ่งอาจทั้งส่งผลบวกราคาหุ้นต่างประเทศและสร้างแรงกดดันต่อผลิตภัณฑ์ที่รับรายได้เป็น USD
ตลาดหุ้นไทยอาจได้แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้ากองทุน หุ้นไทยและอาเซียน แต่ต้องระวัง ความผันผวนจากกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ เช่น การปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติหรือการเคลื่อนไหวในราคาทองคำและน้ำมัน ซึ่งจะมีผลซื้อขายในตลาด SET Index
บทสรุปเชิงกลยุทธ์
- FED ลดดอกเบี้ย 0.25% สะท้อนความกังวลเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าการส่งสัญญาณให้เกิด “Boom” ใหม่ของเศรษฐกิจโลก
- ผลเชื่อมโยงถึงไทยมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยเฉพาะผ่านตลาดทุน เงินทุนเคลื่อนย้าย และต้นทุนเงินกู้ของธุรกิจ
- นักลงทุนไทยควรเฝ้าระวังปัจจัยมหภาคภายในประเทศ (เช่น GDP การส่งออก หรืออัตราการว่างงาน) รวมถึงแนวทางการตอบสนองนโยบายการเงินของธนาคารกลางไทยเอง
